Friday, September 13, 2013
Saturday, August 10, 2013
New Zealand Student #6
Lincoln Primary Student: A Life Journey
ออกจากทะเลสาบ เราก็มุ่งหน้าไปยัง Stuart Landsborough's Puzzling World, Wanaka ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเมืองพิศวง แหล่งรวบรวมความประหลาดฉงนสนเท่ห์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบเลย ขับรถย้อนทางออกมาสัก 10 นาทีก็ถึงแล้ว
เราไปถึง ก็มีกรุปทัวร์ของคนจีนหรือไต้หวันมาลงหนึ่งรถบัส ส่งเสียงกันดังสนั่น ถ่ายรูปกันชุลมุนไปหมด เราจึงคิดว่าควรจะเข้าไปข้างในก่อน เดี๋ยวขากลับจึงค่อยออกมาเก็บภาพภายนอก ที่มีทั้งหอนาฬิกาเอน และป้ายโลโก้สัญญลักษณ์ของ Puzzing world
ที่นี่ เขาแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 โซน คือ Illusion Rooms กับ The Great Maze ซื้อบัตรแยกกันก็ได้ แต่ของเราแม่ซื้อแบบรวมเพราะจะถูกกว่าหลายบาท Combo set ราคาสำหรับผู้ใหญ่หนึ่งคน คือ 17.5 NZD และสำหรับเด็กคือ 12 NZD รวมแม่จ่ายไป 47 NZD
โซนแรกที่เราเข้าชมคือ Hologram Hall เป็นการใช้เทคนิคสร้างภาพสามมิติแบบโฮโลแกรม มีภาพของบุคคลและสิ่งของ ก็ดูน่าสนใจดี จากนั้นเราเดินผ่านเข้าไปถึง Hall of the Following Faces ในห้องนี้จะเป็นภาพบุคคลทั้งสี่ด้าน เมื่อเรามองดูจะเห็นเหมือนว่าหน้าคนลอยยื่นออกมา แต่ที่จริงแล้วเป็นภาพที่เว้าลึกลงไปในกำแพง และที่สำคัญคือไม่ว่าเราจะเดินไปทางไหน ก็จะรู้สึกว่าใบหน้าเหล่านั้นมองตามเราไปตลอดเวลา
เราเดินต่อไปอีกสักพัก ก็ไปเจอรางที่นั่งที่ติดกับกำแพง มองด้วยตาจะเห็นเหมือนว่าเมื่อเรานั่งแล้วที่นั่งจะเลื่อนจากข้างล่างขึ้นข้างบน แต่จริง ๆ คือเรากำลังเลื่อนจากข้างบนลงสู่ข้างล่าง เราไปดูวิดีโอกันดีกว่า นักแสดงพร้อมแล้วค่ะ
ส่วนพ่อนั้น เมื่อแยกย้ายกันแล้ว ก็เดินออกมาเที่ยวชมห้องอื่น ๆ ซึ่งมีห้องที่น่าสนใจคือ Ames Room ห้องนี้เขาจะให้เรามองจากหน้าต่างภายนอกเข้าไปก่อน เราก็จะเห็นว่าทุกอย่างดูธรรมดา แต่เมื่อเราเข้าไปในห้อง จะพบว่า ณ จุดที่เรายืนต่าง ๆ กันในห้องนั้น เราจะมีขนาดตัวไม่เท่ากัน ราวกับว่าเรายืดตัวหดตัวได้ก็ปานนั้น เห็นเขาโฆษณาว่าอันนี้เป็นเทคนิคที่ใช้ในการถ่ายทำหนัง Lord of the Ring ด้วย คือทำให้คนดูสูงหรือเตี้ยกว่าธรรมชาติ
เมื่อเรากลับมาเจอกันตรงห้องโถง เราก็จะไปยังโซน outdoor นั่นก็คือ The Great Maze หรือเขาวงกตนั่นเอง สำหรับเขาวงกตของที่นี่ เราจะต้องพยายามเดินหาป้อมปราการที่มีหลังคาสีต่าง ๆ กันให้ครบทั้งสี่สี จึงจะหาทางออกได้ และเพื่อช่วยเหลือให้เราไม่ต้องติดอยู่ในเขาวงกตทั้งวัน เขาก็ทำสะพานสีเขียว ๆ เอาไว้สำหรับให้เราเดินขึ้นไปดูเพื่อวางแผนการเดินได้ แต่ห้ามร้องตะโกนบอกคนข้างล่าง พอเอาเข้าจริงสะพานก็ช่วยไม่ได้เท่าไหร่ เพราะพอเราลงมาเดินจริง ๆ ก็จะงงเหมือนเดิม นอกจากนั้นเขายังทำทางออกฉุกเฉิน Emergency Exit ไว้สำหรับคนที่ท้อแท้ หมดหวัง หมดแรง ก็สามารถออกไปได้
ทีมของเรา ในตอนแรกก็ดูคึกคักกันดี แต่เมื่อเราเดินไปมาก็กลับมาอยู่ที่เดิมหลายครั้ง ยังหาทางออกไม่ได้สักที อากาศก็ค่อย ๆ อุ่นขึ้นเพราะใกล้เที่ยง ใจคนก็เริ่มร้อนขึ้นเพราะหงุดหงิด แม่จึงเสนอว่าให้เราออกทางฉุกเฉินเอาไหม เพราะเราต้องเดินทางต่อไปอีก แต่ทั้งพ่อและลูกก็ไม่ละความพยายาม สงสัยกลัวเสียชื่อเสียงชายไทยใจทรนง เราจึงพากันเดินต่อไป ระหว่างทางก็สวนกันไปมากับคนอื่น ๆ รวมทั้งได้เจอครอบครัวคนไทยอีกครอบครัวหนึ่งด้วย แล้วในที่สุดความพยายามของเราก็สัมฤทธิ์ผล เราบุกบั่นหาทางออกเองได้ สังเกตดูก็คงเห็นได้ชัดเจนว่าพวกเราเหนื่อยอ่อนและดีใจกันขนาดไหน
ออกมาได้ ก็มานั่งพักสักครู่แล้วก็เข้าห้องน้ำ เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางกันต่อ แต่เมื่อเดินเข้าไปในห้องน้ำ เราก็ตกใจ นึกว่าได้ย้อนกลับไปสมัยโรมัน เพราะเขาวาดภาพเอาไว้ในห้องน้ำ ที่นั่งรอก็ทำเหมือนที่นั่งปล่อยทุกข์ เห็นแล้วขำและอดที่จะเก็บภาพกลับมาด้วยไม่ได้
จากนั้นเราก็ไปดูร้านขายของที่ระลึกกัน ลูกได้ของเล่นมาชิ้นหนึ่ง ชื่อ Leviathan เป็นแกนหมุนที่เมื่อเราเอาวางลงไป มันจะยกตัวลอยขึ้นในอากาศและหมุนไปเรื่อย ๆ (ลูกบอกว่ามันเป็นแรงจากสนามแม่เหล็ก) เราไม่ลืมที่จะแวะไปถ่ายรูปกับหอนาฬิกาเอน เพื่อเป็นที่ระลึกว่าเราเป็นครอบครัวที่แข็งแรงขนาดไหน สามารถโค่น หรือยันหอนาฬิกาได้สบาย ๆ
------------------------------------------------------------------------------------------------------
และแล้วก็ถึงเวลาที่เราต้องออกเดินทางกันต่อไป วันนี้จุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่ Lake Tekapo เรากะว่าจะไปหาที่นอนเอาที่นั่น แม่อ่านดูในเว็บไซต์เห็นมีแนะนำที่พักชื่อ Park Head ลองค้นหาดูใน GPS ก็ไม่เจอ ก็เลยตั้งค่าปลายทางไว้ที่ Lake Tekapo ก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยไปวนรถหาเอา
เมื่อตั้งค่า GPS แล้ว แม่ก็เปลี่ยนหน้าที่จากเนวิเกเตอร์ มาเป็นแม่ครัว วันนี้เราทานอาหารกลางวันง่าย ๆ ในรถเหมือนเดิม เพื่อประหยัดเวลา พอทุกคนอิ่ม แม่ก็คว้าหนังสือคู่มือท่องเที่ยวที่ยืมมาจากห้องสมุด มาอ่านปูความรู้พวกเราเกี่ยวกับจุดหมายถัดไป
สำหรับทะเลสาบเทคาโปนี้ได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่สวยติดอันดับไม่เป็นสองรองใครของนิวซีแลนด์(ที่จริงแม่ว่าตัดสินยาก เพราะทุกที่ช่างสวยอัศจรรย์ไปหมด) แต่ในหนังสือก็บอกไว้ว่า สีของน้ำที่นี่ไม่ได้เป็นสีฟ้าสดทุกวัน ขึ้นกับสภาพอากาศและแสงแดดด้วย บางคนไปเยือนทะเลสาบแห่งนี้ตั้งหลายครั้ง ก็ยังไม่ได้ภาพอันงดงามตามที่เคยเห็นในโปสการ์ดเลย อ่านมาถึงตรงนี้แม่ก็ได้แต่ภาวนาให้ฟ้าฝนเป็นใจกับเราด้วยเถิด เพราะเราคงไม่มีปัญญามาได้บ่อย ๆ บ่ายวันนี้อากาศก็ดูครึ้ม ๆ ยังไงไม่รู้ สงสัยต้องวัดกันที่ดวง
ระหว่างทาง เราจอดแวะเข้าห้องน้ำและถ่ายรูปกันนิดหน่อยที่เมือง Omarama ซึ่งเป็นทางผ่าน อากาศยังหนาวเย็น เสร็จแล้วรีบเดินทางกันต่อ เราขับผ่านเมืองทไวเซิล เราเห็นมีป้ายบอกทางเข้าฟาร์มปลาแซลมอน แต่ไม่มีเวลา เลยไม่ได้แวะ รีบไปให้ถึงปลายทางแต่หัววัน เพราะคืนนี้เรายังไม่รู้เลยว่าจะหาที่พักที่ตั้งใจเจอหรือไม่
ในที่สุด เมื่อขับตามที่คุณป้า GPS บอก เราก็มาถึงทะเลสาบเทคาโปจนได้ และที่ยอดเยี่ยมไปกว่านั้นคืออากาศที่อึมครึมมาก่อนหน้านี้ ก็เริ่มมีแสงแดดให้เห็น เราขับมาถึงตัวทะเลสาบจึงลงไปถ่ายรูปกันก่อน แม่พยายามเหลียวมองหาโบสถ์ที่มีชื่อเสียงของที่นี่ และอนุสาวรีย์สุนัขแลี้ยงแกะ แต่ก็ไม่เห็น ผู้คนก็ไม่มีให้ถามไถ่ เมื่อกลับมาขึ้นรถ จึงลองเสิร์ชชื่อโบสถ์ใน GPS คุณป้าก็พาวนไปมาเล็กน้อย แต่ในที่สุดก็มาถึงจนได้ จริง ๆ แล้วอยู่ไม่ไกลเลย เราต้องแล่นเลยจุดที่เราแวะชมวิวเมื่อสักครู่เข้าไปอีกเล็กน้อย ก็จะเริ่มมองเห็นโบสถ์ก่อน

ในที่สุด เราก็มาถึงโบสถ์จนได้ คนค่อนข้างหนาตา ตอนที่เรามาถึงยังไม่ค่ำ ก็เลยแวะเที่ยวซะก่อนเข้าที่พักเลย โบสถ์นี้ชื่อ Church of the Good Shepherd สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1935 นับเป็นโบสถ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นโดยผู้เข้ามาตั้งรกรากในเขตแม็คเค็นซีย์นี้ ที่จริงเป็นโบสถ์ขนาดเล็ก แต่ที่มีชื่อเสียงมากและโดดเด่นไม่เหมือนใคร คงเป็นสถานที่ตั้งโดยรอบ ล้วนเป็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามจับตา ปัจจุบันยังใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอยู่ คู่บ่าวสาวจากทั่วโลกที่พากันหลงใหลในความงามและความสงบของธรรมชาติที่นี่ ต่างใฝ่ฝันอยากจะมาทำพิธีแต่งงานที่นี่กัน
เสร็จจากการชมโบสถ์ คราวนี้เป้าหมายต่อไปของเราก็คืออนุสาวรีย์สุนัขเลี้ยงแกะ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน เราตกลงใจกันว่าแม่กับลูกจะเดินไป ส่วนพ่อก็ให้ขับรถตามไปจะได้ไม่ต้องย้อนทางกลับมาเอารถอีก
ระหว่างทางที่เราเดินไป เนื่องจากเป็นริมทะเลสาบ ลมจึงแรงมาก ลูกสนุกใหญ่ ชอบใจที่เสื้อกันหนาวกางออกเหมือนปีก จนบางทีจะพัดพาเราเซออกไปในถนนจริง ๆ จนแม่เป็นห่วง กลัวว่ารถที่แล่นไปมาจะชนเอา ต้นไม้สองข้างทางที่นี่เปลี่ยนสีสวยมาก เราจึงบันทึกภาพไว้
อนุสาวรีย์นี้มีชื่อเรียกว่า The Sheepdog Monument ทำจากทองเหลือง สร้างไว้เพื่อเป็นเกียรติแก่สุนัขเลี้ยงแกะในดินแดนแห่งนี้ ด้วยความสำนึกในบุญคุณที่พวกมันช่วยงานอย่างซื่อสัตย์ ขยัน อดทน ทำให้ผู้คนมีอยู่มีกินได้จนทุกวันนี้
ตอนที่เราไปถึง ก็เจอกับฝรั่งชายหญิงคู่หนึ่ง พากันปีนขึ้นไปขี่รูปปั้น โยกไปโยกมา แอ็คท่าถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน ทั้งแม่และลูกเห็นแล้ว เราต่างก็ไม่ชอบใจนัก ลูกยังบ่นกับแม่ว่าทำไมเขาทำอย่างนั้นละแม่ แม่คิดว่าเขาคงคะนอง สนุกจนไม่ได้คิดว่าเขาจะไปทำให้รูปปั้นเสียหายหรือไม่ หรือไม่ทันคิดว่าการทำอย่างนี้เป็นการไม่ให้เกียรติสิ่งที่ชาวกีวีให้เกียรติก็ได้ แต่อย่างน้อยแม่ก็รู้สึกดีใจที่ลูกก็รู้ว่าอะไรควรไม่ควรมากกว่าสองคนนั่น
ในที่สุด ก็ถึงเวลาเสาะหาที่พักสำหรับคืนนี้กันแล้ว เนื่องจากยังไม่ค่ำ แม่จึงขอให้พ่อช่วยขับรถไปช้า ๆ และเราก็ช่วยกันมองหาทำเลว่าจะพักกันที่ไหนดี พ่อขับรถเลาะริมทะเลสาบต่อจากอนุสาวรีย์ไปเรื่อย ๆ สักพักแม่ก็มองเห็นป้าย ParkHead Motel จึงชวนพ่อจอดรถลงไปดู พอดีเขามีห้องว่าง ค่าห้องของเราคืนนี้ 129 NZD และมีค่าใช้อินเตอร์เน็ตอีก 2 เบอร์ เบอร์ละ 5 เหรียญ รวม 139 เหรียญ
ตอนพ่อเอารถเข้ามาจอด เจ้าของเขาบอกว่าให้จอดในโรงจอดซะดีกว่า เพราะฟังพยากรณ์อากาศว่าคืนนี้อาจมีหิมะตก ห้องพักค่อนข้างเก่า แต่สะอาดดี เจ้าของเป็นหนุ่มใหญ่ ทำทุกอย่างเองหมด แม่เห็นตากผ้าเช็ดตัวไว้เป็นราว ที่ลานหลังบ้าน สิ่งที่เด่นที่สุดของที่พักนี้คือทำเลที่ตั้ง จากระเบียงบ้านของเราสามารถมองข้ามถนนไปเห็นทะเลสาบที่สวยงาม ชัดเจน
จัดข้าวของเสร็จ แม่กับเจก็เดินถือเครื่องดื่มร้อน ๆ คนละถ้วย ออกมาเดินเล่นที่ลานหลังบ้าน เห็นเขามีต้นแอปเปิ้ลด้วย แม่เลยถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย
วันนี้เราตัดสินใจทานข้าวเย็นนอกบ้าน เพราะเสบียงหมด และแม่ก็อยากให้ลูกได้มีบรรยากาศแบบนี้บ้าง นับเป็นข้าวเย็นนอกบ้านมื้อแรกของทริปนี้ทีเดียว พ่อขับรถย้อนออกไปที่ตัวชุมชน มีร้านอาหารอยู่หลายร้าน พ่ออยากทานร้านไทย ชื่อ Thai Tekapo แต่ลูกอยากทานอาหารฝรั่ง ในที่สุดเราก็ยอมให้กับคนที่เรารัก ลูกเลือกได้ร้าน MacKenzies Stone Grills เป็นอาหารที่เสิร์ฟมาพร้อมกับหินที่เผานานกว่า 6 ชั่วโมงจนร้อนจัด เราต้องค่อย ๆ ตัดเนื้อสัตว์แล้วปิ้งเอาเองว่าชอบสุกมากน้อยอย่างไร น้ำจิ้มเขาก็อร่อยดี นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ลองทาน Stone Grill กัน เพราะลูกชายทีเดียว ขอบคุณมากลูกเอ๋ย ของแม่กับพ่อไม่ได้เป็นอาหารย่างเหมือนลูก เพราะแม่เข็ดขยาดกลัวว่าอาหารฝรั่งที่เสิร์ฟมาจะมีขนาดใหญ่มาก จึงสั่งเพียงอาหารที่เป็นอาหารเรียกน้ำย่อย (ซึ่งก็ทานไม่หมดอยู่ดี เป็นปลาบดผสมมันฝรั่งปั้นก้อนทอด แม่ว่าค่อนข้างคาว) ของพ่อมีขนมปังกระเทียมกับซุปข้น สรุปว่ามื้อนี้พ่อเลี้ยง ขอบคุณเจ้าภาพ (ที่จริงพ่อก็เลี้ยงทุกมื้อนั่นแหละ ก็เงินพ่อทั้งน้ัน)
ทานข้าวเสร็จเดินมาขึ้นรถ อากาศหนาวมากขึ้น เราขับกลับไปที่พัก ถนนมืดมาก ไม่ได้มีไฟทางตระหง่านเหมือนบ้านเรา ฉะนั้นแนะนำว่าไม่ควรขับรถตอนมืดในนิวซีแลนด์นะคะ โชคดีที่บ้านเราอยู่ไม่ไกล สักพักก็กลับมาถึง ตอนอาบน้ำก็มีปัญหานิดหน่อย ที่นี่ระบบต้มน้ำร้อนดูเก่า ๆ แอบมีน่ากลัวเล็กน้อย ตอนแม่กับลูกเข้าไปอาบก็ร้อนดี แต่พอพ่อเข้าไปอาบบอกว่าทำยังไงก็ไม่ร้อน สรุปว่าวันนั้นพ่อต้องอาบน้ำเย็น บรื๋อออ ไม่อยากจะคิด
จบตอน 6 Good night Kiwis
โปรดติดตามตอนต่อไป ตอนที่ 7
(ตอนที่ 6 Wanaka - Tekapo 250 km)
![]() |
| แผนการเดินทางของเราวันนี้ (ตามจุดเขียว) |
วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2556
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้เดินทางท่องเที่ยวกัน ก่อนจะพาลูกกลับไปส่งให้กับโฮสต์ในวันพรุ่งนี้ เช้านี้แม่ตื่นขึ้นมาก็เห็นพ่อออกไปนั่งจิบกาแฟที่ระเบียงด้านหลังห้องพักอยู่แล้ว แม่ออกไปดูปรากฏว่าอากาศเย็นมาก เย็นกว่าตอนเราอยู่เมืองแห่งธารน้ำแข็งซะอีก กาแฟอุ่น ๆ จึงหอมอร่อยขึ้นอีกหลายเท่าสำหรับเช้าวันหนาวเหน็บนี้
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้เดินทางท่องเที่ยวกัน ก่อนจะพาลูกกลับไปส่งให้กับโฮสต์ในวันพรุ่งนี้ เช้านี้แม่ตื่นขึ้นมาก็เห็นพ่อออกไปนั่งจิบกาแฟที่ระเบียงด้านหลังห้องพักอยู่แล้ว แม่ออกไปดูปรากฏว่าอากาศเย็นมาก เย็นกว่าตอนเราอยู่เมืองแห่งธารน้ำแข็งซะอีก กาแฟอุ่น ๆ จึงหอมอร่อยขึ้นอีกหลายเท่าสำหรับเช้าวันหนาวเหน็บนี้
![]() |
| นายแบบโพสต์ท่าที่ระเบียงหลังห้องพัก |
หลังจากถ่ายรูปนายแบบพอควรแล้ว แม่กลับเข้ามาเตรียมอาหารเช้า และวางแผนว่าจะเตรียมอาหารกลางวันไปปิคนิคกันที่ริมทะเลสาบอันสวยงามด้วย แม่หุงข้าว ทำปลาหมึกผัดหอมใหญ่ที่ลูกชอบ และเรายังมีต้มยำเหลืออีกมื้อ เมื่อลูกตื่น ลูกก็อุ่นมินิพิซซ่าที่ซื้อเมื่อวานเพื่อทานเป็นอาหารเช้า ปรากฏว่าไม่อร่อยเลย เมื่อแม่ทำอาหารสำหรับไปปิคนิคเสร็จ เราจึงเปลี่ยนใจทานกันในห้อง เก็บล้าง แล้วจึงเช็คเอาท์
โปรแกรมวันนี้ เรามีแผนจะไปเที่ยวที่ทะเลสาบวานากาซึ่งอยู่ใกล้ที่พักนิดเดียว แล้วจะไปแวะเที่ยวที่ Puzzling World จากนั้นจึงจะขับรถไปที่ทะเลาบเทคาโปเพื่อไปแวะพัก ก่อนเดินทางกลับเข้าไครส์เชิร์ชในวันพรุ่งนี้
เช้านี้อากาศดีมาก ผู้คนมาออกกำลังกายและเดินเล่นรอบ ๆ ทะเลสาบพอสมควร ทั้งนักท่องเที่ยว และชาวบ้านละแวกนั้น เราจอดรถไว้ และเดินลงไปที่บริเวณชายหาด เป็นทะเลสาบที่ใหญ่และมีเสน่ห์อีกแห่งของนิวซีแลนด์ พื้นน้ำสีคราวใสราวกับกระจก มีฝูงเป็ดลอยตัวหาอาหารอยู่ใกล้ ๆ จุดที่เราแวะ บางตัวก็ขึ้นมานอนเล่นพักเหนื่อยบนพื้นทราย เรามองออกไปไกล ๆ จะเห็นเรือยอทช์สีขาวสวยลอยละล่องอยู่กลางทะเลสาบ ใบไม้โดยรอบทะเลสาบเริ่มเปลี่ยนสี ตามอากาศที่เริ่มเย็นลงทุกวัน
![]() |
| ของจริงชายหาดไม่ได้โค้งมากเท่านี้นะคะ เป็นเพราะเราถ่ายเป็นพาโนรามา |
![]() |
![]() |
| สองหนูน้อย (ตามลูกเรียก) |
![]() |
| ถัดจากหาดขึ้นมาเป็นสนามหญ้า และมีทางเดินให้ด้วย |
![]() |
| ฟ้าเป็นฟ้า น้ำเป็นน้ำจริงๆ |
![]() |
| เมื่อยแล้ว นั่งพักกันก่อน |
| ต้นหลิวยักษ์ ริมหาด |
![]() |
| ประติมากรรมรูปมืออันนี้ ใครมา Wanaka คงพลาดไม่ได้ |
![]() |
| ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี มีหลายเฉด |
![]() |
| สำนักงานท่องเที่ยว มีให้เช่าอุปกรณ์ต่างๆ |
ลูกนึกอยากให้อาหารเป็ด เพราะเรามีขนมปังเหลืออยู่ แม่จึงบอกให้ไปถามเจ้าหน้าที่เขาดูก่อน เพราะไม่มีใครเอาอาหารให้เป็ดเลย เราไปในที่แปลกใหม่ การถามไว้ก่อนย่อมปลอดภัยที่สุด สองพ่อลูกหายขึ้นไปบนสำนักงานพักใหญ่ แม่รออยู่นานไม่เห็นลงมา ก็เลยเดินขึ้นไปตามบนสำนักงาน ก็ไม่เจอกัน ปรากฏว่าพ่อลูกพากันกลับไปเอาขนมปังที่รถแล้ว ลูกเดินกลับมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม บอกว่าพี่เขาบอกว่าให้อาหารได้ เราพากันเดินต่อไปอีกไม่ไกล เขามีสะพานยื่นลงไปในทะเลสาบ 2 อัน สะพานอันใหญ่และดูสวยกว่ามีผู้คนพากันลงไปโพสต์ท่าถ่ายรูปกันอยู่หนาตา แม่จึงบอกให้ลูกลงไปให้อาหารที่สะพานเล็กที่เตี้ยกว่า มีความสูงเหนือระดับน้ำเพียงนิดเดียวเท่านั้น พอลูกเริ่มหยิบขนมปังออกมาโปรยปราย ฝูงเป็ดก็ค่อย ๆ ล้อมวงเข้ามา ลูกดูสนุกสนานมาก ลูกค้าของลูกค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นทุกที ไม่เพียงแต่เฉพาะเป็ดเท่านั้น ตอนนี้ยังมีนกนางนวล นกพิราบ และนกกระจอกมาร่วมแจมด้วย พากันส่งเสียงขออาหารกันเป็นที่เอิกเกริก ตอนแรกแม่ก็เก็บภาพไปเรื่อย ๆ สักพักนึกขึ้นได้จึงเรียบเปลี่ยนเป็นถ่ายวิดีโอเก็บไว้ จะสนุกและวุ่นวายขนาดไหน เราไปดูกันดีกว่า
อันนี้เป็นวิดีโอตอนลูกให้อาหารเป็ด (เปิดดูในคอมพิวเพอร์ได้)
ลูกชายให้อาหารเป็ด (ฝีมือพ่อถ่าย) เห็นแม่ยืนบันทึกภาพอยู่อีกมุมไกล ๆ โน้น
|
![]() |
| อันนี้ฝีมือแม่ถ่ายจ้ะ อยู่คนละมุมกัน ------------------------------------------------------------------------------------------------ |
เราไปถึง ก็มีกรุปทัวร์ของคนจีนหรือไต้หวันมาลงหนึ่งรถบัส ส่งเสียงกันดังสนั่น ถ่ายรูปกันชุลมุนไปหมด เราจึงคิดว่าควรจะเข้าไปข้างในก่อน เดี๋ยวขากลับจึงค่อยออกมาเก็บภาพภายนอก ที่มีทั้งหอนาฬิกาเอน และป้ายโลโก้สัญญลักษณ์ของ Puzzing world
ที่นี่ เขาแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 โซน คือ Illusion Rooms กับ The Great Maze ซื้อบัตรแยกกันก็ได้ แต่ของเราแม่ซื้อแบบรวมเพราะจะถูกกว่าหลายบาท Combo set ราคาสำหรับผู้ใหญ่หนึ่งคน คือ 17.5 NZD และสำหรับเด็กคือ 12 NZD รวมแม่จ่ายไป 47 NZD
โซนแรกที่เราเข้าชมคือ Hologram Hall เป็นการใช้เทคนิคสร้างภาพสามมิติแบบโฮโลแกรม มีภาพของบุคคลและสิ่งของ ก็ดูน่าสนใจดี จากนั้นเราเดินผ่านเข้าไปถึง Hall of the Following Faces ในห้องนี้จะเป็นภาพบุคคลทั้งสี่ด้าน เมื่อเรามองดูจะเห็นเหมือนว่าหน้าคนลอยยื่นออกมา แต่ที่จริงแล้วเป็นภาพที่เว้าลึกลงไปในกำแพง และที่สำคัญคือไม่ว่าเราจะเดินไปทางไหน ก็จะรู้สึกว่าใบหน้าเหล่านั้นมองตามเราไปตลอดเวลา
| บรรยากาศด้านนอก |
| ลูกกับป้ายชื่อที่มีตึกเอียงเป็นฉากหลัง |
![]() |
| นางแบบคนสวย (คนเดียว) ประจำทริป |
| ภาพโฮโลแกรม |
![]() |
| ภาพโฮโลแกรม |
![]() |
| Hall of the Following Faces |
![]() | ||
เอาหัวทิ่มเข้าไปในกำแพงได้เลย ภาพมันลวงตาว่านูน
|
โซนถัดมา ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลย ก็คือ Tilted House หรือบ้านเอียง เมื่อเรามองดู ก็จะเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปรกติ แต่เมื่อเราก้าวเท้าเข้าไปภายใน เราจะพบว่าบ้านถูกสร้างไว้ให้เอียง 15 องศา แต่สมองของเราจะไม่รับรู้ถึงการเอียง จึงทำให้รู้สึกเหมือนว่าเราต้องยืนต้านแรง และต้องพยายามจะฝืนยืนให้ตรงตลอดเวลา ซึ่งตอนที่เดินเข้าไปก็รู้สึกเวียนหัวและโคลงเคลงนิดหน่อย หน้าห้องนี้มีป้ายเตือนไว้เลยว่าไม่เหมาะสำหรับคนชราและคนที่มีโรคประจำตัว ตอนแรกเราก็เดินเข้าไปด้วยกันสามคน แต่สักครู่พ่อบอกว่าไม่ไหว ขอรอข้างนอกดีกว่า ซึ่งแม่ก็เห็นด้วย เพราะพ่อจะต้องขับรถต่อไปอีกเป็นร้อยกิโลเมตร ตัวแม่เองก็รู้สึกอาการไม่ค่อยดีเหมือนกัน ความรู้สึกตอนที่ก้าวเข้าไปนั้นเหมือนมีแม่เหล็กยักษ์มาดูดเราให้เอนตัว(จริง ๆ ก็คือแรงโน้มถ่วงที่พยายามดึงให้เรายืนตัวตรง แต่สมองเรากลับรู้สึกว่าเอียง ก็พยายามฝืนสู้) จึงทำให้เรารู้สึกวิงเวียนได้ ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือห้ามสมองทำงาน คือปล่อยตัวไปสบาย ๆ ก็จะรู้สึกค่อยยังชั่ว
![]() |
| ภาพบุคคลสำคัญ ซ้ายคือประตูทางเข้า Tilted House มีป้ายเตือนติดไว้ด้วย |
![]() |
| เมื่อแรกเข้ามาใน Tilted House ต้องพยายามทรงตัวกันก่อน |
![]() |
| ทุกอย่างที่นี่เอียง 15 องศา |
![]() |
| ในบ้านนี้ ทุกคนจะยืนเอียงแบบนี้หมด |
เราเดินต่อไปอีกสักพัก ก็ไปเจอรางที่นั่งที่ติดกับกำแพง มองด้วยตาจะเห็นเหมือนว่าเมื่อเรานั่งแล้วที่นั่งจะเลื่อนจากข้างล่างขึ้นข้างบน แต่จริง ๆ คือเรากำลังเลื่อนจากข้างบนลงสู่ข้างล่าง เราไปดูวิดีโอกันดีกว่า นักแสดงพร้อมแล้วค่ะ
ส่วนพ่อนั้น เมื่อแยกย้ายกันแล้ว ก็เดินออกมาเที่ยวชมห้องอื่น ๆ ซึ่งมีห้องที่น่าสนใจคือ Ames Room ห้องนี้เขาจะให้เรามองจากหน้าต่างภายนอกเข้าไปก่อน เราก็จะเห็นว่าทุกอย่างดูธรรมดา แต่เมื่อเราเข้าไปในห้อง จะพบว่า ณ จุดที่เรายืนต่าง ๆ กันในห้องนั้น เราจะมีขนาดตัวไม่เท่ากัน ราวกับว่าเรายืดตัวหดตัวได้ก็ปานนั้น เห็นเขาโฆษณาว่าอันนี้เป็นเทคนิคที่ใช้ในการถ่ายทำหนัง Lord of the Ring ด้วย คือทำให้คนดูสูงหรือเตี้ยกว่าธรรมชาติ
| Ames Room ภายนอกก็ดูปกติดี |
| แต่เมื่อเข้ามาภายใน เราจะเป็นยักษ์ก็ได้ คนแคระก็ได้ |
| อันนี้ก็ฝีมือพ่ออีกเหมือนกัน |
ทีมของเรา ในตอนแรกก็ดูคึกคักกันดี แต่เมื่อเราเดินไปมาก็กลับมาอยู่ที่เดิมหลายครั้ง ยังหาทางออกไม่ได้สักที อากาศก็ค่อย ๆ อุ่นขึ้นเพราะใกล้เที่ยง ใจคนก็เริ่มร้อนขึ้นเพราะหงุดหงิด แม่จึงเสนอว่าให้เราออกทางฉุกเฉินเอาไหม เพราะเราต้องเดินทางต่อไปอีก แต่ทั้งพ่อและลูกก็ไม่ละความพยายาม สงสัยกลัวเสียชื่อเสียงชายไทยใจทรนง เราจึงพากันเดินต่อไป ระหว่างทางก็สวนกันไปมากับคนอื่น ๆ รวมทั้งได้เจอครอบครัวคนไทยอีกครอบครัวหนึ่งด้วย แล้วในที่สุดความพยายามของเราก็สัมฤทธิ์ผล เราบุกบั่นหาทางออกเองได้ สังเกตดูก็คงเห็นได้ชัดเจนว่าพวกเราเหนื่อยอ่อนและดีใจกันขนาดไหน
![]() |
| The Great Maze (เครดิตภาพ: S L's Puzzling World Wanaka Facebook) |
![]() |
| บนสะพาน ขึ้นมาเล็งทาง |
![]() |
| ไชโย เจอทางออกแล้ว |
จากนั้นเราก็ไปดูร้านขายของที่ระลึกกัน ลูกได้ของเล่นมาชิ้นหนึ่ง ชื่อ Leviathan เป็นแกนหมุนที่เมื่อเราเอาวางลงไป มันจะยกตัวลอยขึ้นในอากาศและหมุนไปเรื่อย ๆ (ลูกบอกว่ามันเป็นแรงจากสนามแม่เหล็ก) เราไม่ลืมที่จะแวะไปถ่ายรูปกับหอนาฬิกาเอน เพื่อเป็นที่ระลึกว่าเราเป็นครอบครัวที่แข็งแรงขนาดไหน สามารถโค่น หรือยันหอนาฬิกาได้สบาย ๆ
![]() |
| พ่อกับลูกนั่งส้วมโรมัน ลูกแอ็คท่าได้สมจริงมาก |
![]() |
| แม่ก็ขอด้วยซักภาพ |
| Superboy JJ |
![]() |
| Superdad! |
![]() |
| Wonder Woman แข็งแรงจริง ๆ |
| ของเล่นจาก Puzzling World |
| ขณะกำลังประกอบ Leviathan ตัวแกนจะยกลอยขึ้นและหมุน ด้วยแรงแม่เหล็ก (ลูกอธิบายให้ฟัง) |
------------------------------------------------------------------------------------------------------
และแล้วก็ถึงเวลาที่เราต้องออกเดินทางกันต่อไป วันนี้จุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่ Lake Tekapo เรากะว่าจะไปหาที่นอนเอาที่นั่น แม่อ่านดูในเว็บไซต์เห็นมีแนะนำที่พักชื่อ Park Head ลองค้นหาดูใน GPS ก็ไม่เจอ ก็เลยตั้งค่าปลายทางไว้ที่ Lake Tekapo ก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยไปวนรถหาเอา
เมื่อตั้งค่า GPS แล้ว แม่ก็เปลี่ยนหน้าที่จากเนวิเกเตอร์ มาเป็นแม่ครัว วันนี้เราทานอาหารกลางวันง่าย ๆ ในรถเหมือนเดิม เพื่อประหยัดเวลา พอทุกคนอิ่ม แม่ก็คว้าหนังสือคู่มือท่องเที่ยวที่ยืมมาจากห้องสมุด มาอ่านปูความรู้พวกเราเกี่ยวกับจุดหมายถัดไป
สำหรับทะเลสาบเทคาโปนี้ได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่สวยติดอันดับไม่เป็นสองรองใครของนิวซีแลนด์(ที่จริงแม่ว่าตัดสินยาก เพราะทุกที่ช่างสวยอัศจรรย์ไปหมด) แต่ในหนังสือก็บอกไว้ว่า สีของน้ำที่นี่ไม่ได้เป็นสีฟ้าสดทุกวัน ขึ้นกับสภาพอากาศและแสงแดดด้วย บางคนไปเยือนทะเลสาบแห่งนี้ตั้งหลายครั้ง ก็ยังไม่ได้ภาพอันงดงามตามที่เคยเห็นในโปสการ์ดเลย อ่านมาถึงตรงนี้แม่ก็ได้แต่ภาวนาให้ฟ้าฝนเป็นใจกับเราด้วยเถิด เพราะเราคงไม่มีปัญญามาได้บ่อย ๆ บ่ายวันนี้อากาศก็ดูครึ้ม ๆ ยังไงไม่รู้ สงสัยต้องวัดกันที่ดวง
ระหว่างทาง เราจอดแวะเข้าห้องน้ำและถ่ายรูปกันนิดหน่อยที่เมือง Omarama ซึ่งเป็นทางผ่าน อากาศยังหนาวเย็น เสร็จแล้วรีบเดินทางกันต่อ เราขับผ่านเมืองทไวเซิล เราเห็นมีป้ายบอกทางเข้าฟาร์มปลาแซลมอน แต่ไม่มีเวลา เลยไม่ได้แวะ รีบไปให้ถึงปลายทางแต่หัววัน เพราะคืนนี้เรายังไม่รู้เลยว่าจะหาที่พักที่ตั้งใจเจอหรือไม่
![]() |
| จอดเข้าห้องน้ำ ที่เมือง Omarama |
![]() |
| เดินต่อมาอีกนิด เจออนุสาวรีย์ปลาแซลมอนยักษ์ หน้าร้าน Fish and Chips |
ในที่สุด เมื่อขับตามที่คุณป้า GPS บอก เราก็มาถึงทะเลสาบเทคาโปจนได้ และที่ยอดเยี่ยมไปกว่านั้นคืออากาศที่อึมครึมมาก่อนหน้านี้ ก็เริ่มมีแสงแดดให้เห็น เราขับมาถึงตัวทะเลสาบจึงลงไปถ่ายรูปกันก่อน แม่พยายามเหลียวมองหาโบสถ์ที่มีชื่อเสียงของที่นี่ และอนุสาวรีย์สุนัขแลี้ยงแกะ แต่ก็ไม่เห็น ผู้คนก็ไม่มีให้ถามไถ่ เมื่อกลับมาขึ้นรถ จึงลองเสิร์ชชื่อโบสถ์ใน GPS คุณป้าก็พาวนไปมาเล็กน้อย แต่ในที่สุดก็มาถึงจนได้ จริง ๆ แล้วอยู่ไม่ไกลเลย เราต้องแล่นเลยจุดที่เราแวะชมวิวเมื่อสักครู่เข้าไปอีกเล็กน้อย ก็จะเริ่มมองเห็นโบสถ์ก่อน
![]() |
| ริมทะเลสาบเทคาโป เมื่อแรกมาถึง |
![]() |
| แดดดี ฟ้าสวย น้ำใส ช่างโชคดีจริง ๆ |
ในที่สุด เราก็มาถึงโบสถ์จนได้ คนค่อนข้างหนาตา ตอนที่เรามาถึงยังไม่ค่ำ ก็เลยแวะเที่ยวซะก่อนเข้าที่พักเลย โบสถ์นี้ชื่อ Church of the Good Shepherd สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1935 นับเป็นโบสถ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นโดยผู้เข้ามาตั้งรกรากในเขตแม็คเค็นซีย์นี้ ที่จริงเป็นโบสถ์ขนาดเล็ก แต่ที่มีชื่อเสียงมากและโดดเด่นไม่เหมือนใคร คงเป็นสถานที่ตั้งโดยรอบ ล้วนเป็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามจับตา ปัจจุบันยังใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอยู่ คู่บ่าวสาวจากทั่วโลกที่พากันหลงใหลในความงามและความสงบของธรรมชาติที่นี่ ต่างใฝ่ฝันอยากจะมาทำพิธีแต่งงานที่นี่กัน
![]() |
| ด้านหน้าโบสถ์ Church of the Good Shepherd เล็กแต่งามสง่า |
| มุมนี้เห็นตัวโบสถ์และวิวรอบ ๆ |
![]() |
| คนช่างแหย่ |

ด้านหลังโบสถ์ มีช่องกระจกใส มองออกมาจากข้างในจะเห็นทะเลสาบสวยมาก
ภายในโบสถ์ตบแต่งอย่างเรียบง่าย แต่ก็ดูศักดิ์สิทธิ์ ด้านนอกมีป้ายเตือนว่าหลังคาโบสถ์อาจไม่ค่อยแข็งแรงเนื่องจากเก่าไปตามกาลเวลา เป็นการเตือนสติให้เราเข้าชมแบบสำรวม มีสติ ป้ายเตือนนี้ลูกเป็นคนเห็นก่อน แล้วจึงชักชวนให้พ่อกับแม่ไปดูด้วย เราเห็นว่าก็ดูไม่น่าอันตรายอะไร จึงเข้าไปชมข้างในกัน เนื่องจากโบสถ์มีขนาดเล็ก เราเดินไปสักสิบก้าวก็ถึงแท่นประกอบพิธี และที่นี่ด้านหลังแท่นนี้เอง จะมีกระจกใสบานใหญ่ติดตั้งไว้ เมื่อมองออกไปจะเห็นวิวทะเลสาบที่งดงามสุดจะบรรยาย จนคนที่นี่เขายกย่องให้เป็น Million-dollar View ใครไปก็อย่าพลาดชม ก่อนออกมาเรามองเห็นกล่องรับบริจาค พ่อกับลูกจึงพากันเอาเหรียญที่เราได้ทอนมาจากร้านรวงต่าง ๆ หยอดกล่อง ร่วมทำบุญไปด้วย
![]() |
| ลูกชายเป็นคนเห็นป้ายคำเตือนก่อน จึงเรียกพ่อมาอ่านพร้อมอภิปรายว่าเราจะเข้าไปดีหรือไม่ |
| ภายในโบสถ์ และช่องหน้าต่างกระจกใสข้างหลัง เห็นวิวทะเลสาบอันงดงาม |
| Million-dollar View งามสมคำร่ำลือ |
| พ่อบริจาคเงินก่อนออกจากโบสถ์ |
| อีกมุมค่ะ จากด้านหลังโบสถ์ |
เสร็จจากการชมโบสถ์ คราวนี้เป้าหมายต่อไปของเราก็คืออนุสาวรีย์สุนัขเลี้ยงแกะ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน เราตกลงใจกันว่าแม่กับลูกจะเดินไป ส่วนพ่อก็ให้ขับรถตามไปจะได้ไม่ต้องย้อนทางกลับมาเอารถอีก
ระหว่างทางที่เราเดินไป เนื่องจากเป็นริมทะเลสาบ ลมจึงแรงมาก ลูกสนุกใหญ่ ชอบใจที่เสื้อกันหนาวกางออกเหมือนปีก จนบางทีจะพัดพาเราเซออกไปในถนนจริง ๆ จนแม่เป็นห่วง กลัวว่ารถที่แล่นไปมาจะชนเอา ต้นไม้สองข้างทางที่นี่เปลี่ยนสีสวยมาก เราจึงบันทึกภาพไว้
อนุสาวรีย์นี้มีชื่อเรียกว่า The Sheepdog Monument ทำจากทองเหลือง สร้างไว้เพื่อเป็นเกียรติแก่สุนัขเลี้ยงแกะในดินแดนแห่งนี้ ด้วยความสำนึกในบุญคุณที่พวกมันช่วยงานอย่างซื่อสัตย์ ขยัน อดทน ทำให้ผู้คนมีอยู่มีกินได้จนทุกวันนี้
ตอนที่เราไปถึง ก็เจอกับฝรั่งชายหญิงคู่หนึ่ง พากันปีนขึ้นไปขี่รูปปั้น โยกไปโยกมา แอ็คท่าถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน ทั้งแม่และลูกเห็นแล้ว เราต่างก็ไม่ชอบใจนัก ลูกยังบ่นกับแม่ว่าทำไมเขาทำอย่างนั้นละแม่ แม่คิดว่าเขาคงคะนอง สนุกจนไม่ได้คิดว่าเขาจะไปทำให้รูปปั้นเสียหายหรือไม่ หรือไม่ทันคิดว่าการทำอย่างนี้เป็นการไม่ให้เกียรติสิ่งที่ชาวกีวีให้เกียรติก็ได้ แต่อย่างน้อยแม่ก็รู้สึกดีใจที่ลูกก็รู้ว่าอะไรควรไม่ควรมากกว่าสองคนนั่น
![]() |
| เริงร่า ท้าลมแรง สนุกจริง ๆ (มองเห็นอนุสาวรีย์ไกล ๆ) |
![]() |
| แม่กับต้นไม้สีสวย ระหว่างทาง |
![]() |
| ตากล้องคนเก่งของแม่ |
![]() |
| The Sheepdog Monument |
ในที่สุด ก็ถึงเวลาเสาะหาที่พักสำหรับคืนนี้กันแล้ว เนื่องจากยังไม่ค่ำ แม่จึงขอให้พ่อช่วยขับรถไปช้า ๆ และเราก็ช่วยกันมองหาทำเลว่าจะพักกันที่ไหนดี พ่อขับรถเลาะริมทะเลสาบต่อจากอนุสาวรีย์ไปเรื่อย ๆ สักพักแม่ก็มองเห็นป้าย ParkHead Motel จึงชวนพ่อจอดรถลงไปดู พอดีเขามีห้องว่าง ค่าห้องของเราคืนนี้ 129 NZD และมีค่าใช้อินเตอร์เน็ตอีก 2 เบอร์ เบอร์ละ 5 เหรียญ รวม 139 เหรียญ
ตอนพ่อเอารถเข้ามาจอด เจ้าของเขาบอกว่าให้จอดในโรงจอดซะดีกว่า เพราะฟังพยากรณ์อากาศว่าคืนนี้อาจมีหิมะตก ห้องพักค่อนข้างเก่า แต่สะอาดดี เจ้าของเป็นหนุ่มใหญ่ ทำทุกอย่างเองหมด แม่เห็นตากผ้าเช็ดตัวไว้เป็นราว ที่ลานหลังบ้าน สิ่งที่เด่นที่สุดของที่พักนี้คือทำเลที่ตั้ง จากระเบียงบ้านของเราสามารถมองข้ามถนนไปเห็นทะเลสาบที่สวยงาม ชัดเจน
จัดข้าวของเสร็จ แม่กับเจก็เดินถือเครื่องดื่มร้อน ๆ คนละถ้วย ออกมาเดินเล่นที่ลานหลังบ้าน เห็นเขามีต้นแอปเปิ้ลด้วย แม่เลยถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย
| ทางเข้าบ้านอยู่ด้านหลัง ที่มองเห็นภูเขาบนหลังคา นั้นคือทะเลสาบด้านหน้าบ้าน |
| วิวที่มองเห็นได้ จากในห้องพัก |
![]() |
| ภายในห้องพัก มีเตียงใหญ่กับเตียงเล็ก |
![]() |
| มีดปลายสองแฉกที่ลูกไปค้นเจอในครัว |
![]() |
| ถึงเวลา unpack อีกแล้ว |
| จิบชานมอุ่น ๆ ชมบรรยากาศ (บ้านเรา unit ซ้ายมือ) |
| Apple Tree |
ทานข้าวเสร็จเดินมาขึ้นรถ อากาศหนาวมากขึ้น เราขับกลับไปที่พัก ถนนมืดมาก ไม่ได้มีไฟทางตระหง่านเหมือนบ้านเรา ฉะนั้นแนะนำว่าไม่ควรขับรถตอนมืดในนิวซีแลนด์นะคะ โชคดีที่บ้านเราอยู่ไม่ไกล สักพักก็กลับมาถึง ตอนอาบน้ำก็มีปัญหานิดหน่อย ที่นี่ระบบต้มน้ำร้อนดูเก่า ๆ แอบมีน่ากลัวเล็กน้อย ตอนแม่กับลูกเข้าไปอาบก็ร้อนดี แต่พอพ่อเข้าไปอาบบอกว่าทำยังไงก็ไม่ร้อน สรุปว่าวันนั้นพ่อต้องอาบน้ำเย็น บรื๋อออ ไม่อยากจะคิด
![]() |
| เดินหาร้านอาหารมื้อเย็น |
![]() |
| ถ่ายขำ ๆ กับรูปปั้นหน้าร้าน โดนต่อยซะแล้ว |
![]() |
| เอาร้านนี้ละ MacKenzies Stone Grills |
![]() |
| Stone Grill ของลูกชาย หน้าตาเหมือนเขียงบ้านเรา |
จบตอน 6 Good night Kiwis
โปรดติดตามตอนต่อไป ตอนที่ 7
Subscribe to:
Posts (Atom)


















































