Lincoln Primary Student: A Life Journey
(ตอนที่ 3 Christchurch - Hokitika 252 km)
วันพุธที่ 1 พฤษภาคม 2556 ลูกตืนขึ้นมาตอนตีสอง บ่นว่าหิว นั่นเป็นเพราะ bio clock ในตัวพวกเรายังไม่ปรับ ก็มันคือเจ็ดโมงเช้าที่บ้านเรา ร่างกายจึงนึกว่าเช้าแล้ว แม่ออกมาอยู่เป็นเพื่อนลูกที่ห้องนั่งเล่นและบอกให้พ่อกลับไปนอนต่อ เพราะพรุ่งนี้พ่อต้องขับรถ ลูกกินต้มยำทะเลที่เหลือจนหมด ยังไม่ง่วง แม่จึงอนุญาตให้เปิดทีวีดูได้ แต่ต้องเปิดเสียงเบาๆ แล้วจึงชงช็อคโกแล็ตอุ่น ๆ ไปให้ แม่นั่งวางแผนการเที่ยวสำรอง เผื่อพ่อยังไม่ดีขึ้น จนตีสี่เราจึงปิดไฟกลับไปนอนต่อ แม่นอนที่โซฟาเป็นเพื่อนลูก จนลูกหลับไป จึงกลับไปนอนในห้อง
เช้าแล้ว ลูกยังไม่ตื่น แม่กับพ่อจึงเดินออกไปดูรอบ ๆ ที่พัก ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกนิดหน่อย แม่กลับเข้ามาเตรียมอาหารเช้า พ่อพบเจ้าของข้างนอก เขาถามว่าเราจะออกกี่โมง พ่อตอบไปว่าประมาณ 9-10 โมง แต่จนสายลูกก็ยังสลบอยู่ แม่สงสารจึงไม่ได้ปลุก และด้วยความไม่รู้ด้วยว่าที่นี่เขาให้ check out 10 โมง (แม่คิดเอาเองว่าคงเหมือนโรงแรมทั่วไปที่เวลาเช็คอินคือบ่ายสอง และเช็คเอาท์คือเที่ยง) พอสิบโมงปุ๊บ พนักงานทำความสะอาดก็เข้ามา จะมาทำความสะอาดห้อง เห็นเรายังอยู่ จึงกลับไปบอกเจ้าของ เราต้องรีบขอโทษขอโพยเขาใหญ่ รีบแพ็คของ และทำโจ๊กคัพมาทานกันในรถ
 |
มุมสวนเล็ก ๆ หน้าห้องพัก ที่ Country Glen
|
 |
ด้านหัวรถ ที่มีต้นไม้เขียว ๆ ชั้นล่าง คือห้องพักเรา
|
สำหรับการเดินทางของเราในวันนี้ คือการตัดข้ามเทือกเขาแอลป์จากฝั่งตะวันออกที่เมือง Christchurch ไปฝั่งตะวันตก โดยใช้เส้นทางหมายเลข 73 อันสวยงาม เนื่องจากพ่อยังไม่หายดี เราจึงตัดสินใจย่นย่อจุดหมายปลายทางสำหรับวันแรกไว้เพียงแค่เมือง Hokitika เมืองตากอากาศชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกที่มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องหยก ตามแผนการนี้ เราต้องขับรถเป็นระยะทาง 252 กิโลเมตร
เมื่อเราขับรถออกมาจากที่พัก แม่ขอให้พ่อแวะที่ supermarket สักแห่งเพื่อหาซื้อสเบียง พวกขนมปัง แฮม ชีส และน้ำดื่มสำหรับเอาไว้ทานบนรถ เราขับออกมาสักพักเจอร้าน Count Down แม่ลงไปซื้อกับลูกชาย ได้ของครบ แถมยังได้แอปเปิ้ลสดกรอบ กับองุ่นแดงไม่มีเม็ด ราคาถูกกว่าบ้านเรามาก และมีดปอกผลไม้อันเล็ก ๆ มาด้วย เอาไว้ทำครัว ทำแซนด์วิช แล้วเราก็พร้อมสำหรับการมุ่งหน้าสู่ฝั่งทะเลตะวันตก
 |
สองนักช็อปมืออาชีพ เริ่มภารกิจแรก
|
เราตั้งค่า GPS นำทางไว้เรียบร้อย จึงไม่ต้องกลัวหลง ตลอดทางจะมีเสียง "คุณป้า" คอยบอกทาง แถมยังคอยส่งเสียงเตือนเวลาที่พ่อขับรถเมามัน ชักจะเกิน Speed Limit ไปมากพอดูแล้ว ซึ่งก็นับว่าดีมาก เพราะทำให้เราปลอดภัยจากตำรวจมาได้ทุกเส้นทาง หากเราพลาด ขับเลยไป หรือไม่เลี้ยวตามที่บอก คุณป้าก็จะรีบหาเส้นทางใหม่ และคำนวณระยะทางใหม่ให้ทันที โดยไม่มีเสียงบ่นเลย (อันนี้นับว่าดีที่สุด เพราะหากดูทางกันเอง อาจทำให้ครอบครัวไม่ปรองดองกันได้ จึงถือเป็นอุปกรณ์อันทรงคุณค่าสำหรับการเดินทางค่ะ)
 |
ลูกกำลังเรียนรู้ จีพีเอส "ป้า"ประจำรถ
|
เราขับตามทางออกมาได้พักใหญ่ พ่อก็เริ่มคุ้นเคยกับรถมากขึ้น เราขับผ่านทุ่งหญ้าและฝูงแกะที่มักจะชม้ายชายตาโพสต์ท่าให้เรา หากเราจอดรถ เพื่อจะดูหรือถ่ายรูป การเลี้ยงแกะนี้เจ้าของจะล้อมรั้วเหล็กที่มีกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ไว้ด้วย อย่าเผลอไปจับเป็นอันขาด ฝูงแกะจะมีให้เราเห็นทุกเส้นทาง ทั้งที่ราบ หรือบางทีก็มองเห็นเหมือนก้อนสำลีอยู่บนภูเขาไกลๆ โน้น เท่าที่สังเกตดูเห็นว่าแกะเองก็มีหลายสี ตั้งแต่ขาวหม่น เทา ไปจนถึงสีดำ ชวนให้นึกไปถึงคำว่า Black Sheep ที่มักใช้หมายถึงคนในครอบครัวที่ผิดแผกแตกต่างไปในทางไม่ค่อยดี แต่เจ้าแกะดำที่นี่ก็ดูท่าทางเป็นเด็กดีทุกตัว
 |
แกะน้อย ที่มีให้ชมทุกเส้นทาง
|
ขับต่อมาเรื่อย ๆ สมาชิกก็ชักเริ่มอยากเข้าห้องน้ำ เอาละสิ ตอนนี้ภารกิจเร่งด่วนคือการค้นหาห้องน้ำ ที่นี่เขาไม่ได้สร้างห้องน้ำไว้บริการในปั๊มน้ำมันเหมือนเมืองไทยเรา ปั๊มน้ำมันเองจะเป็นร้านไม่ใหญ่โตอะไร ส่วนใหญ่ต้องบริการตนเอง คือเติมเอง เติมเสร็จก็เดินเข้าไปจ่ายเงินใน mini mart แจ้งหมายเลขตู้น้ำมันของเรา เขาก็ดูในคอมพิวเตอร์ได้ทันที
 |
| หนุ่มน้อยลงจากรถ |
 |
| ประลองกังฟูกันหน่อย แก้หนาว |
 |
พ่อลูกท่ามกลางขุนเขาและทะเลสาบ
|
 |
| หนุ่มน้อยที่ Lake Coleridge |
 |
แม่กับใบไม้เปลี่ยนสี บริเวณ Lake Coleridge
|
สักพักเราก็ขับผ่าน Castle Hill ภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ที่ยอดยังมีหิมะปกคลุมอยู่ ด้านล่างจะมีก้อนหินปูนรูปร่างแปลกตาวางอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน นับเป็นธรรมชาติอันแปลกตาไปอีกแบบ จากนั้นทางค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อนำเราไปยัง Arthur's Pass บนยอดเขา ที่เป็นจุดสูงสุดของการเดินทางจากตะวันออกไปตะวันตกของเรา เส้นทางเริ่มลัดเลาะเลียบไปตามไหล่เขาที่อาจจะหวาดเสียวบ้าง แต่รับรองได้ว่าปลอดภัยถ้าทำตามที่เขากำหนด ทั้งในเรื่องความเร็วและการใช้เกียร์ที่เหมาะสม บางตอนก็ผ่าไปกลางหุบเขา บางจุดเราจะเห็นป้ายเตือนเรื่องดินภูเขาถล่ม จนในที่สุดเราก็ไต่ความสูงขึ้นมาจนถึง Arthur's Pass ซึ่งมีสถานีรถไฟอยู่ด้วย ตรงนี้เขาจัดที่จอดรถไว้ข้างทางด้านซ้าย เราต้องเดินข้ามถนนไปที่สถานี เพื่อชมวิว เข้าห้องน้ำ และถ่ายรูปตามระเบียบ
 |
Castle Hill มองเห็นกลุ่มหินปูนบนเนินเขา
|
 |
| Castle Hill มุมไกล |
 |
| ทางกลางหุบเขา |
 |
| ใบไม้เปลี่ยนสี เพราะกำลังจะเข้าหน้าหนาว |
 |
| ป้ายเตือนดินและหินถล่ม ถ้ามองไปไกล ๆ จะเห็นเส้นทางไต่ขอบภูเขาอันสวยงาม |
 |
| ภาพนี้ลูกจัดให้ |
 |
จอดรถก่อนข้ามถนนไปห้องน้ำที่ Arthur's Pass
|
 |
| แม่ที่อยากถ่ายรูปกับลูกที่ไม่ค่อยอยากถ่ายกับแม่ (กลัวแม่กอด..เป็นหนุ่มแล้ว) |
พวกเราปากสั่นเพราะความหนาวทีเดียว เนื่องจากเห็นว่าแค่จะลงไปเข้าห้องน้ำ จึงขี้เกียจแต่งองค์ทรงเครื่องไปมาก ปรากฏว่าพอลงจากรถก็เย็นเจี๊ยบทีเดียว อากาศบนยอดเขานี่สุดยอดมาก และเพื่อเอาชีวิตรอด พวกเราจึงรีบนำตัวเองกลับเข้ามาอยู่ในรถอันอบอุ่นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว จุดหมายสุดท้ายของวันอยู่ไม่ไกลแล้ว
ในที่สุดเราก็มาถึงเมือง Hokitika เสียที และเนื่องจากเราไม่ได้จองที่พักไว้ก่อน เราจึงวิ่งตรงไปที่ Bella Vista Motel ที่คนไทยชอบไปพัก และเขียนแนะนำไว้ในหนังสือที่แม่อ่านเจอ แต่ปรากฏว่าเขาขึ้นป้ายว่า "No Vacancy" คือห้องเต็มหมดนั่นเอง เราจึงขับวนเข้าไปในตัวเมืองเพื่อหาที่พักอื่น สักพักก็ไปพบกับป้ายของ Beach Front Hotel แม่จึงรับหน้าที่เข้าไปสอบถาม พอดีเขามีห้องว่างสำหรับเราสามคน ราคาก็แค่ 105 เหรียญเท่านั้น แถมอยู่ติดทะเล แค่ข้ามถนนเล็ก ๆ ไปก็ถึงชายหาดแล้ว ทำเลนับว่าดีกว่า Bella Vista เสียอีก เพราะ BV อยู่ฝั่งซ้ายมือของถนนใหญ่ ถ้าจะมาตัวเมืองหรือทะเลก็ต้องข้ามถนนมา แม่พูดคุยกับคุณป้าที่เคาน์เตอร์ เขาบอกว่าเขาชอบเมืองไทยและมาทุกปีเพราะมีน้องสะใภ้อยู่อยุธยา รู้สึกดีใจจังที่ได้ยินคนพูดถึงบ้านเราดี ๆ
หลังจากได้กุญแจ แม่ก็รีบออกไปที่รถ บอกให้พ่อขับรถอ้อมไปจอดด้านหลังตึกที่พัก ช่วยกันยกกระเป๋าเข้าห้อง เสร็จแล้วก็ออกมาเดินดูชายหาด และเดินรอบ ๆ เมือง เป็นการสำรวจไปด้วยว่ามีอะไรให้เที่ยวบ้าง
 |
| ที่พักเราคือตึกหลังคาสีเทา ทางขวามือ ข้ามถนนนี้ไปทางซ้ายคือทะเล |
 |
ในห้องพัก Beach Front Hotel
|
 |
| ยิ้มพิมพ์ใจของลูกชาย ที่ชายหาด Hokitika |
จากชายหาด เดินเข้ามาสัก 5 นาที ก็ถึงใจกลางเมือง มองเห็นหอนาฬิกาสัญญลักษณ์ประจำเมือง และร้านหยก ชื่อ Jade Factory ซึ่งก็คือตึกสีเขียวทางขวามือต้านหลังหอนาฬิกานั่นเอง เมือง Hokitika นี้เป็นเมืองชายฝั่ง จึงเป็นเมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียง นอกจากนั้นก็ยังมีชื่อเรื่องหินหยกอีกด้วย ตัวเมืองตั้งขึ้นในปี 1864 ในยุคตื่นทองของนิวซีแลนด์ โดยสมัยก่อนเมืองนี้ถือว่าเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดเมืองหนึ่งของ NZ เลยทีเดียว ปัจจุบันอุตสาหกรรมเหมืองทอง หยก และถ่านหินก็เสื่อมถอยลง คนจึงไม่หนาแน่นเหมือนเมื่อก่อน เมืองก็เปลี่ยนรูปโฉมไปเป็นเมืองที่รองรับการท่องเที่ยวมากขึ้น ในตัวเมืองยังมีโรงงานหยกให้เห็น เปิดให้เข้าชมการเจียระนัย และมีการบรรยายสั้น ๆ ให้ความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาและชนิดของหยกฟรี ด้านหน้าร้านมีของที่ระลึกขาย
 |
| หอนาฬิกากลางเมือง เห็นร้านหยกสีเขียวข้างหลัง |
วันนี้เรามาถึงที่พัก และเดินเล่นก็ชักจะค่ำแล้ว จึงยังไม่ได้แวะเข้าไปดูโรงงานหยก เดินต่อมาอีกสักครู่ก็มาถึงโบสถ์อันสวยงามประจำเมือง แล้วจึงพากันเดินกลับ เราแวะที่ห้าง New World เพื่อหาซื้ออาหารเย็นของเราในวันนี้ และสเบียงสำหรับเดินทางในวันต่อไป แม่ซื้อผักมาผัดผักรวม ได้ผักชี ปลาแซลมอนรมควัน และเราได้หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อันเลื่องชื่อมาด้วย ส่วนพ่อได้เบียร์ตามสมควร
 |
| สองพ่อลูกที่โบสถ์เมือง Hokitika อันงดงาม |
 |
| Professional Photographer |
 |
| ที่จ่ายกับข้าว |
เมื่อแม่กลับมาถึงห้องก็รีบทำกับข้าว แต่ปัญหาคือว่าวันนี้ เราพัก Hotel ไม่ใช่ Motel ฉะนั้นเราจึงไม่มีเครื่องครัวและเตา แต่กระนั้นก็ไม่เกินความสามารถของแม่ (ที่จริงขอแอบเมาท์ว่า แม่ชวนกินข้าวข้างนอก เพราะรู้อยู่แล้วว่าไม่มีที่ทำกับข้าว แต่พ่องอแง และอยากกินข้าวมากกว่า ทำให้แม่นึกสงสารคนขับรถ จึงใจอ่อนประกอบวีรกรรมการแอบทำอาหารในห้อง)
 |
แอบทำครัว โดยมีแค่หม้อหุงข้าวใบเดียว
|
แม่มีแค่หม้อหุงข้าวจิ๋วแค่ใบเดียว จึงลวกหอยแมลงภู่ไว้กินกับน้ำจิ้มแบบลาบ แกล้มกับผักชีสด ส่วนผักสดก็ต้องต้มเสียก่อนให้สุก แล้วจึงเทน้ำออก นำมาผัดรวมกับเครื่องผัดผักแบบซอง ทำไปก็กลัวว่าควันจะไปทำให้หัวฉีดน้ำดับเพลิงในห้องนอนทำงาน จึงย้ายเข้าไปทำในห้องน้ำ เสร็จแล้วจึงล้างหม้อมาหุงข้าว กว่าข้าวจะสุก ปรากฏว่ากับข้าวเริ่มเย็นแล้ว เพราะอากาศเย็นมากนั่นเอง แต่ตัองขอบอกว่ามื้อนี้อร่อยที่สุดดด
 |
| หน้าตาอาหารที่แอบปรุง |
 |
| กองเชียร์ |
ป.ล. กล่องใส่อาหารที่เห็น แม่นำไปด้วยจากเมืองไทยสี่กล่อง ได้ใช้ประโยชน์คุ้ม เป็นได้ทั้งจานข้าวและกล่องใส่สเบียงระหว่างเดินทาง
ขอตัวไปทานลาบหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ก่อนนะคะ โปรดติดตามตอนต่อไป
Lincoln Primary Student: A Life Journey ตอนที่ 4