Lilypie - Personal pictureLilypie

Wednesday, May 29, 2013

New Zealand Student #4

Lincoln Primary Student: A Life Journey 
(ตอนที่ 4 Hokitika- Franz Josef 136 km)



วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม 2556

     วันนี้พวกเราตื่นขึ้นมาพบกับฝนซึ่งตกลงมาอย่างที่ดูแล้วไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่าย ๆ  ท้องฟ้าเป็นสีเทา อุ้มน้ำฝนไว้เต็มที่  เมื่อเราเก็บของและ check out เรียบร้อย  พ่อก็อยากให้ลูกได้ทดลองแบบฝึกหัดการกดเงินจากตู้ ATM จึงชวนกันเดินไปที่ตู้กดเงินด้านหน้าโรงแรม  เราให้ลูกได้ทดลองกดเงินด้วยตัวเอง พร้อมทั้งสอนข้อที่ควรระวัง  เสร็จเรียบร้อยแม่กับลูกจึงพากันเดินไปที่โรงงานหยก Jade Factory  เพราะอยู่ไม่ไกล  ส่วนพ่อก็ไปขับรถมาจอดที่โรงงานหยกเลย 


ร้านขายสินค้าจากหนัง Possum
          ระหว่างทางเดิน เราก็เห็นร้านรวงขายสินค้าต่าง ๆ  รวมทั้งร้านขายสินค้าที่มาจากตัวพอสซั่มด้วย  เจ้าตัวนี้หน้าตาคล้ายกระรอก  ชาวนิวซีแลนด์นำเข้ามาจากออสเตรเลีย เพื่อเลี้ยงเอาหนัง โดยหวังจะให้มันเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เนื่องจากหนังของตัวพอสซั่มนุ่มฟู อุ่นสบาย  แต่ทำไปทำมา เจ้าตัวนี้แพร่พันธุ์เร็วมากจนเกินควบคุม และมีผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรวมอย่างรุนแรง  ถือเป็นเรื่องปวดหัวอย่างหนักของทางการและฟาร์มเมอร์ทีเดียว  นับเป็นบันทึกอีกบทหนึ่งของการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบของชาวกีวี  แม่เองเห็นร้านรวงพวกนี้แล้วก็อดรู้สึกสงสารเจ้าสัตว์ตัวน้อยนี้ไม่ได้  
        เดินมาอีกสักครู่ก็มาถึงร้านหยก  ด้านหน้าเป็นคาเฟ่ ขายพวกขนมปัง กาแฟ เดินเข้ามาก็หอมกรุ่นกลิ่นกาแฟ   พ่ออยากลองชิมอาหารเช้าที่นี่ดูบ้าง  ก็เลยไปซื้อแซนด์วิชกับกาแฟมาทาน  ดูพ่อตื่นเต้นที่จะได้ลองใช้เงินดูบ้าง  ส่วนแม่กับลูกได้ทานอาหารเช้ากันมาแล้วจากห้องพัก จึงขอเข้าไปเดินดูในโรงงานก่อน


พ่อกำลังเลือกอาหารเช้า
ขอคารวะต่อเทพแห่งหยก
ก้อนหยกดิบ สามารถสั่งเจียระนัยได้

           


Jade Display
           ในร้านมีส่วนที่จัดแสดงผลงาน  ส่วนที่เป็นห้องโชว์การเจียระนัย  ห้องนิทรรศการที่มีเจ้าหน้าที่คอยให้ความรู้  และมีส่วนที่เป็นร้านค้าอยู่ด้วยกัน  ถ้าเราไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร  รูปแบบการเจียระนัยมักจะเป็นรูปแบบที่เรียบง่าย เป็นสัญญลักษณ์ที่มีความหมายดี ๆ ตามความเชื่อของชนพื้นเมือง  สินค้ามีทั้งสร้อยคอ สร้อยข้อมือ กำไล ต่างหู ก้อนหยกดิบ และพวงกุญแจ  เทคนิคการเจียระนัยก็มีทั้งแบบด้านและแบบขัดเงา  จากที่เราได้ฟังพี่เขาบรรยาย ทำให้ได้ความรู้ว่าหยก หรือที่คนที่นี่เรียกกันว่า Green Stone ที่ขายอยู่ในร้านนี้นั้นล้วนแต่นำเข้ามาจากส่วนต่าง ๆ ของโลก เช่น จีน อินเดีย ฯลฯ   ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าปัจจุบันสัมปทานและสิทธิ์ในหยกทั้งหมดตกเป็นของชนพื้นเมืองคือชาวเมารีเท่าน้ัน  คนขาวไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของหยกทุกชิ้นที่ค้นพบในประเทศนี้ ตามข้อตกลงของสัญญาไวทังกิ  ที่เป็นสัญญาทำขึ้นเพื่อสงบศึกระหว่างชาวพื้นเมืองกับคนขาว   แต่ถึงรู้อย่างนั้น เมื่อเรามาถึงเมืองนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะต้องขอซื้อหยกเป็นที่ระลึกสักหน่อย  ลูกได้พวงกุญแจก้อนหยกดิบ ส่วนแม่ซื้อสร้อยคอ 
          ออกจากร้านหยก  เราก็ขึ้นรถเพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังที่หมายของเราในคืนนี้ นั่นคือเมือง Franz Josef เมืองแห่งธารน้ำแข็ง หรือ Glacier อันมีชื่อเสียงระดับโลก  เส้นทางวันนี้เราต้องแล่นเลาะเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก  ระหว่างทางฝนก็ตกไปตลอดไม่ได้หยุด  เชื่อแล้วจริง ๆ ว่าฝั่งตะวันตกนี้มีฝนชุกจริง ๆ    เส้นทางก็ค่อนข้างคดเคี้ยวไปมา จึงต้องไปช้า ๆ  และก็เหมือนเดิม คือวันนี้เราก็กินแซนด์วิชกันบนรถเป็นอาหารกลางวันระหว่างทาง 

ฟ้าฉ่ำฝน ตลอดทางไป Franz Josef

           เรามาถึงเมือง Franz Josef ยังไม่ค่ำ  ฝนยังตกพรำ ๆ  จึงมุ่งหน้าตรงไปหาที่พักก่อน  เราแวะไปถามที่ Bella Vista และก็โชคดีที่มีห้องว่างสำหรับครอบครัวเรา  คุณป้าผู้ดูแลบอกว่าที่จริงเหลือแต่ห้องพักแบบนอนได้สี่คน แต่จะคิดราคาเดียวกับห้องสามคนก็แล้วกัน  คืนนี้เราจ่ายค่าที่พัก 165 NZD ถือว่าเป็นค่าที่พักที่แพงที่สุด ตั้งแต่เรามาที่นี่  แม่ถามคุณป้าว่าฝนตกอย่างนี้ทุกวันเลยเหรอ  เพราะถ้าตกอย่างนี้เราจะไปดูธารน้ำแข็งได้อย่างไร  เครื่องบินก็จะไม่ขึ้นบิน หรือถ้าอยากเดินเข้าดูเองก็คงทำไม่ได้  เพราะแม่เองก็คงไม่อยากเสี่ยงให้ลูกไม่สบาย  เดี๋ยวไม่กี่วันลูกก็เปิดเทอมแล้ว  คุณป้าตอบแบบยิ้ม ๆ ว่า "ไม่ทุกวันหรอก แค่เกือบทุกวันเท่านั้น"  พร้อมพูดปลอบใจเราว่า  ฟังพยากรณ์อากาศเห็นว่าพรุ่งนี้บ่าย ๆ อากาศอาจดีขึ้น  พร้อมแนะนำให้เราหยิบเอาแผ่นดีวีดีหนังที่แกมีไว้ให้ยืมเป็นตั้ง (ที่นี่คงฝนตกประจำ แกเลยกลัวลูกค้าเซ็ง ไม่มีอะไรทำ เลยหาแผ่นหนังมาไว้ให้ดู) ไปเปิดดูแก้เซ็งไปก่อน ระหว่างที่ยังออกไปไหนไม่ได้  แม่แอบคิดในใจว่าพรุ่งนี้บ่ายเราก็คงต้องออกเดินทางจากเมืองนี้ไปแล้ว เห็นทีจะอดไปดูธารน้ำแข็งเป็นแน่         
              
Bella Vista บ้านของเราคืนนี้  ห้องเราคือชั้นล่าง ตรงที่รถคันเดียวจอด

กิจกรรมแก้เซ็งยามฝนตก

ห้องนอนเล็ก มีอีก 2 เตียงเดี่ยว

ห้องน้ำหรู


ราวตากผ้าไฟฟ้า ช่วยให้ผ้าแห้งเร็วและอุ่นดีจริง ๆ

               เราได้ห้องชั้นล่าง  สภาพห้องพักดีมาก ทั้งห้องนอนและห้องน้ำ มีครัวครบครัน ทำให้แม่ครัวชักเริ่มคันไม้คันมือ เมื่อเอารถไปจอดและขนของลงหมดแล้ว  เราก็ชักจะเริ่มหิว  แม่ได้อ่านมาจากหนังสือว่าที่เมืองนี้มีซุปเปอร์มาร์เก็ตเล็ก ๆ อยู่ด้วย  เมืองก็ไม่ซับซ้อนอะไร  อยู่ริมฝั่งถนนสายหลัก  ถ้าขับรถไปไม่ถึงนาทีก็สุดเมืองแล้ว  แม่จึงขอพ่อเอารถขับออกไปซื้อของที่ซุปเปอร์ฯ  และจะไปหาซื้อที่ตัดเล็บให้ลูกด้วย  พ่อลังเลนิดหน่อยเพราะเป็นห่วงแม่  แต่ก็ยินยอมส่งกุญแจรถให้แต่โดยดี  แม่รู้สึกตื่นเต้น เรานี่จะเป็นประสบการณ์การขับรถในนิวซีแลนด์เป็นครั้งแรกของแม่
            แม่ค่อย ๆ ขับออกไปช้า ๆ เห็นมีปั๊มน้ำมัน และร้านขายทัวร์สองฝั่งถนนมากมายหลายเจ้า  ทั้งทัวร์เดินและเฮลิคอปเตอร์  เมื่อไปถึงร้าน 4 Square Supermarket  แม่ไม่เห็นมีที่จอดรถ จึงขับวนไปวนมาถึง 2 รอบ  ในที่สุดก็ตัดสินใจเอารถไปจอดที่หน้าปั๊มน้ำมัน แล้วเดินมาซื้อของ  ที่นี่แม่ได้ไข่ไก่แพ็ค 6 ฟอง  ตั้งใจจะเอามาทำไข่เจียวร้อน ๆ  พาสต้ากึ่งสำเร็จรูปซอง ชุดผักรวมสำหรับเอามาทำผัดผัก  เบคอน กล้วยหอม และที่ดีใจที่สุดคือได้ชุดตัดเล็บมาให้ลูกด้วย  แม่พบว่าราคาของสดที่นี่แพงกว่าที่ร้านนิวเวิร์ลที่เมืองโฮคิติกามาก  ร้านก็เล็กกว่า  เลยซื้อแค่เท่าที่จำเป็น 
ดีใจ วันนี้เรามีครัวแล้ว


แม่ครัว... หัวป่าก์

ขอค่าโฆษณาด้วย สำหรับพรีเซ็นเตอร์ทิพรส
เบคอนสุกแล้ว ยากจะอดใจรอ ... ขอชิมก่อนนะ

          แม่ขับรถกลับมา ผ่านศูนย์นกกีวี ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ที่พักของเรา  จึงชวนพ่อกับลูกว่าเดี๋ยวเราทานข้าวเย็นเสร็จน่าจะเดินไปเที่ยวดูนกกีวีกัน  อาหารเย็นนี้ แม่เอาเบคอนเข้าไปอบในเตาอบให้กรอบตามแบบที่ลูกชอบ  ผัดผักรวมมิตร ทานกับแซลมอนรมควันอบ  เสิร์ฟพร้อมไข่เจียวร้อน และหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ที่เหลือมาจากมื้อเย็นเมื่อวาน  แม่เก็บติดมาด้วยโดยไม่ต้องกลัวอาหารเสีย  เพราะแม่จะเอาของสดและอาหารที่ต้องแช่เย็นทั้งหมดใส่กระโปรงท้ายรถไว้  อากาศภายนอกรถเย็นเจี๊ยบ ระหว่างทางก็เหมือนเราได้แช่ของไว้ในตู้เย็นไปด้วย

มื้อค่ำในวันฝนตก ที่ Franz Josef

          เราทานข้าวเสร็จ ฝนก็ดูจะตกน้อยลงไปบ้าง แต่ยังไม่ยอมหยุด  แม่ชวนให้เราเดินออกไปเที่ยวที่ West Coast Wildlife Center เพื่อดูนกกีวี เราไปถึงราว ๆ หกโมงครึ่ง  เจ้าหน้าที่บอกว่าใกล้ปิดแล้ว เรามีเวลาเดินชมประมาณครึ่งชั่วโมง  แต่หากยังดูไม่เสร็จ พรุ่งนี้อยากจะกลับมาอีกก็ให้นำสติกเกอร์สายรัดข้อมือมาด้วย จะได้เข้าฟรี  เราเข้าชมในส่วนที่จัดแสดงนกกีวี  นับว่าโชคดีมาก  เพราะที่ศูนย์นี้มีนกกีวีสายพันธุ์ที่หายากที่สุดถึง 3 ตัว  นกกีวีออกหากินเวลากลางคืน เขาจึงจัดแสดงในห้องมืด  เราต้องเดินเข้าไปอย่างเงียบ ๆ แต่เสียดายนิดเดียวที่เราไม่สามารถถ่ายภาพหรือวีดีโอตัวนกจริง ๆ ได้   นับเป็นประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับครอบครัวเรา เพราะทั้งร้านเหลือเราแค่สามคน 



ก่อนเข้าห้องมืด ชมนกกีวี

  

นกกีวี สายพันธุ์หายาก ที่เราไปดู  น่ารักมาก (ถ่ายจากโปสเตอร์)


ตู้นิทรรศการ
เด็กซน ตัวจริง



ไซส์ไหนคือไข่นกกีวี ...ถูกต้องนะคร้าบ






             เราค่อย ๆ เดินดูนกน้อยทั้งสามตัวจนอิ่มเอม (ลูกเล่าให้ฟังว่าตอนไป Auckland เขาก็พาไปดูนกกีวี แต่ไม่ได้เห็นตัว เพราะนกคงตื่นกลัวไม่ยอมเผยโฉม  แต่ที่นี่เราได้เห็นครบทั้งสามตัวทีเดียว) แล้วจึงออกจากห้องมืดเดินต่อไปยังส่วนที่จัดแสดงเรื่องการเกิดธารน้ำแข็ง และวิถีชีวิตผู้คน  เสร็จแล้วจึงออกไปที่ส่วนร้านขายของที่ระลึก  แม่ซื้อพวงกุญแจคละลายมา 2 มัด มัดละ 10 อัน เผื่อเอาไว้แจกเพื่อนพ้องน้องพี่  และได้ตุ๊กตาลูกนกกีวีแสนน่ารักมาสามตัว   ศูนย์ฯใกล้ปิดเต็มที เราจึงกลับก่อน และตั้งใจว่าพรุ่งนี้ก่อนออกเดินทาง เราอยากจะมา say good bye กับเจ้ากีวีน้อยสักหน่อย  


กับบรรดาของฝากที่ซื้อมาจากศูนย์นกกีวี
             กลับมาถึงห้องพัก  ก็มีเรื่องอีก  คือลูกหา mp3 ไม่พบ  เราพยายามช่วยกันคิดว่ามันจะไปตกหล่นอยู่ที่ไหนได้บ้าง  เราค้นหาจนทั่วทุกกระเป๋าสัมภาระ  พ่อกับลูกพากันออกไปตรวจดูในรถก็ไม่เจอ  แม่สงสารลูกมาก เพราะ mp3 นี้ (อันเดียวกับที่เคยเกิดเรื่องหายบนเครื่องบิน) เป็นเพื่อนของลูก มีทั้งเพลงและเรื่องต่าง ๆ ที่เราบันทึกไว้  ใจก็คิดอยากโทรกลับไปถามที่โรงแรม Beach Front ที่เราพักเมื่อคืน แต่ก็ดึกมากแล้ว  แม่ก็เลยคิดว่าจะโทรตอนเช้า  แต่ลูกก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเอาขึ้นรถมาด้วย  แม่ก็เลยขอยืมไฟฉายอันเก่งของลูก บุกออกไปตรวจค้นรถดูอีกสักรอบ  ในใจก็นึกภาวนาขอให้สิ่งศักสิทธิ์ช่วยดลบันดาลให้ทุกอย่างราบรื่น ขอให้ทริปนี้รวมทั้งการมาอยู่ที่นี่ของลูกอย่าได้มีปัญหาเลย  แม่เปิดรถแล้วค่อย ๆ ตรวจดูไปช้า ๆ ราวกับเกรงว่าจะมีส่วนใดหลุดรอดหูรอดตาไปได้  เริ่มจากเบาะหลังที่ลูกนั่ง ทั้งบนเบาะและบนพื้นก็ไม่มีวี่แวว  แม่เปลี่ยนมาค้นดูตอนหน้าของรถ ทุกซอกทุกมุม ก็ไม่มีอีก  เวลานั้นแม่รู้สึกเหมือนว่าเรากำลังจะต้องยอมจำนน  แต่ก็เหมือนมีอะไรมาดลใจให้คิดว่าอย่าเพิ่งยอมแพ้  จึงลองกลับไปค้นตอนหลังดูอีกที  คราวนี้แม่เอามือค่อย ๆ คลำไปทุกตารางนิ้ว ไล่ไปบนเบาะ ขอบตะเข็บ ร่องเข็มขัดนิรภัย และแล้ว...ไชโย.... แม่ก็พบมันนอนซุกอยู่ในร่องของเบาะที่เจาะสำหรับหัวเข็มขัดนิรภัย  แม่ดีใจที่สุด รีบนำมันกลับเข้ามาให้ลูก  นาทีนั้นแม่เห็นได้ชัดเจนว่าลูกยินดีขนาดไหนที่ได้มันกลับคืนมา  ลูกเอ๋ย...แม่ภาวนาขอให้นี่เป็นบทเรียนสุดท้ายในการดูแลรักษาข้าวของของลูกเถอะนะ  และแล้วคืนนี้ก็จบลงด้วยความโล่งใจ ความสุข และรอยยิ้มของครอบครัวเรา
           

โปรดติดตามตอนต่อไป Lincoln Primary Student: A Life Journey  ตอนที่ 5

Sunday, May 19, 2013

New Zealand Student #3


Lincoln Primary Student: A Life Journey 
(ตอนที่ 3 Christchurch - Hokitika 252 km)
       วันพุธที่ 1 พฤษภาคม 2556  ลูกตืนขึ้นมาตอนตีสอง บ่นว่าหิว นั่นเป็นเพราะ bio clock ในตัวพวกเรายังไม่ปรับ ก็มันคือเจ็ดโมงเช้าที่บ้านเรา ร่างกายจึงนึกว่าเช้าแล้ว  แม่ออกมาอยู่เป็นเพื่อนลูกที่ห้องนั่งเล่นและบอกให้พ่อกลับไปนอนต่อ เพราะพรุ่งนี้พ่อต้องขับรถ  ลูกกินต้มยำทะเลที่เหลือจนหมด ยังไม่ง่วง  แม่จึงอนุญาตให้เปิดทีวีดูได้ แต่ต้องเปิดเสียงเบาๆ  แล้วจึงชงช็อคโกแล็ตอุ่น ๆ ไปให้  แม่นั่งวางแผนการเที่ยวสำรอง เผื่อพ่อยังไม่ดีขึ้น  จนตีสี่เราจึงปิดไฟกลับไปนอนต่อ  แม่นอนที่โซฟาเป็นเพื่อนลูก จนลูกหลับไป จึงกลับไปนอนในห้อง
        เช้าแล้ว ลูกยังไม่ตื่น  แม่กับพ่อจึงเดินออกไปดูรอบ ๆ ที่พัก  ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกนิดหน่อย  แม่กลับเข้ามาเตรียมอาหารเช้า  พ่อพบเจ้าของข้างนอก เขาถามว่าเราจะออกกี่โมง  พ่อตอบไปว่าประมาณ 9-10 โมง   แต่จนสายลูกก็ยังสลบอยู่  แม่สงสารจึงไม่ได้ปลุก  และด้วยความไม่รู้ด้วยว่าที่นี่เขาให้ check out 10 โมง  (แม่คิดเอาเองว่าคงเหมือนโรงแรมทั่วไปที่เวลาเช็คอินคือบ่ายสอง และเช็คเอาท์คือเที่ยง)  พอสิบโมงปุ๊บ พนักงานทำความสะอาดก็เข้ามา จะมาทำความสะอาดห้อง เห็นเรายังอยู่ จึงกลับไปบอกเจ้าของ  เราต้องรีบขอโทษขอโพยเขาใหญ่  รีบแพ็คของ  และทำโจ๊กคัพมาทานกันในรถ


 
มุมสวนเล็ก ๆ หน้าห้องพัก ที่ Country Glen

ด้านหัวรถ ที่มีต้นไม้เขียว ๆ ชั้นล่าง คือห้องพักเรา


      
     สำหรับการเดินทางของเราในวันนี้  คือการตัดข้ามเทือกเขาแอลป์จากฝั่งตะวันออกที่เมือง Christchurch ไปฝั่งตะวันตก โดยใช้เส้นทางหมายเลข 73 อันสวยงาม  เนื่องจากพ่อยังไม่หายดี เราจึงตัดสินใจย่นย่อจุดหมายปลายทางสำหรับวันแรกไว้เพียงแค่เมือง Hokitika เมืองตากอากาศชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกที่มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องหยก ตามแผนการนี้ เราต้องขับรถเป็นระยะทาง 252 กิโลเมตร 

     เมื่อเราขับรถออกมาจากที่พัก แม่ขอให้พ่อแวะที่ supermarket สักแห่งเพื่อหาซื้อสเบียง พวกขนมปัง แฮม ชีส และน้ำดื่มสำหรับเอาไว้ทานบนรถ  เราขับออกมาสักพักเจอร้าน Count Down  แม่ลงไปซื้อกับลูกชาย ได้ของครบ แถมยังได้แอปเปิ้ลสดกรอบ กับองุ่นแดงไม่มีเม็ด ราคาถูกกว่าบ้านเรามาก และมีดปอกผลไม้อันเล็ก ๆ มาด้วย เอาไว้ทำครัว ทำแซนด์วิช   แล้วเราก็พร้อมสำหรับการมุ่งหน้าสู่ฝั่งทะเลตะวันตก


สองนักช็อปมืออาชีพ เริ่มภารกิจแรก

         เราตั้งค่า GPS นำทางไว้เรียบร้อย จึงไม่ต้องกลัวหลง  ตลอดทางจะมีเสียง "คุณป้า" คอยบอกทาง แถมยังคอยส่งเสียงเตือนเวลาที่พ่อขับรถเมามัน ชักจะเกิน Speed Limit ไปมากพอดูแล้ว  ซึ่งก็นับว่าดีมาก เพราะทำให้เราปลอดภัยจากตำรวจมาได้ทุกเส้นทาง  หากเราพลาด ขับเลยไป หรือไม่เลี้ยวตามที่บอก คุณป้าก็จะรีบหาเส้นทางใหม่ และคำนวณระยะทางใหม่ให้ทันที โดยไม่มีเสียงบ่นเลย (อันนี้นับว่าดีที่สุด เพราะหากดูทางกันเอง อาจทำให้ครอบครัวไม่ปรองดองกันได้  จึงถือเป็นอุปกรณ์อันทรงคุณค่าสำหรับการเดินทางค่ะ)
ลูกกำลังเรียนรู้ จีพีเอส     "ป้า"ประจำรถ

       เราขับตามทางออกมาได้พักใหญ่  พ่อก็เริ่มคุ้นเคยกับรถมากขึ้น  เราขับผ่านทุ่งหญ้าและฝูงแกะที่มักจะชม้ายชายตาโพสต์ท่าให้เรา หากเราจอดรถ เพื่อจะดูหรือถ่ายรูป  การเลี้ยงแกะนี้เจ้าของจะล้อมรั้วเหล็กที่มีกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ไว้ด้วย อย่าเผลอไปจับเป็นอันขาด  ฝูงแกะจะมีให้เราเห็นทุกเส้นทาง ทั้งที่ราบ หรือบางทีก็มองเห็นเหมือนก้อนสำลีอยู่บนภูเขาไกลๆ โน้น  เท่าที่สังเกตดูเห็นว่าแกะเองก็มีหลายสี  ตั้งแต่ขาวหม่น เทา ไปจนถึงสีดำ  ชวนให้นึกไปถึงคำว่า Black Sheep ที่มักใช้หมายถึงคนในครอบครัวที่ผิดแผกแตกต่างไปในทางไม่ค่อยดี  แต่เจ้าแกะดำที่นี่ก็ดูท่าทางเป็นเด็กดีทุกตัว
แกะน้อย ที่มีให้ชมทุกเส้นทาง

       ขับต่อมาเรื่อย ๆ สมาชิกก็ชักเริ่มอยากเข้าห้องน้ำ  เอาละสิ ตอนนี้ภารกิจเร่งด่วนคือการค้นหาห้องน้ำ  ที่นี่เขาไม่ได้สร้างห้องน้ำไว้บริการในปั๊มน้ำมันเหมือนเมืองไทยเรา  ปั๊มน้ำมันเองจะเป็นร้านไม่ใหญ่โตอะไร  ส่วนใหญ่ต้องบริการตนเอง คือเติมเอง  เติมเสร็จก็เดินเข้าไปจ่ายเงินใน mini mart แจ้งหมายเลขตู้น้ำมันของเรา เขาก็ดูในคอมพิวเตอร์ได้ทันที  
       ส่วนห้องน้ำมักสร้างแยกออกมาต่างหาก ขนาดเล็กใหญ่ หลากหลายแบบ   เวลาขับรถเราต้องมองหาป้ายห้องน้ำแบบนี้  เจอแล้วรีบตามไปโดยด่วน  หากไม่เข้าให้เรียบร้อย อาจต้องรอไปอีกนานแสนนานกว่าจะมีให้เห็นอีกที  (ก็คนเขามีน้อยอ่ะ แล้วแกะก็ไม่นิยมเข้าห้องน้ำแบบนี้ซะด้วย)

ป้ายแบบนี้จำให้ขึ้นใจ เจอที่ไหน ตามไปด่วน
       สำหรับห้องน้ำสาธารณะแรกในนิวีแลนด์ของเรา คือที่เมือง Springfield  อยู่ทางด้านซ้ายมือ จอดรถข้างถนนได้เลย  สภาพห้องน้ำก็เป็นตามรูปนี้เลย มีสามห้อง สะอาดใช้ได้ทีเดียว  แม่ดีใจมีน้ำแล้ว รีบกลับมาเอาแอปเปิ้ลกับองุ่นที่ซื้อมาไปล้างให้สะอาด  น้ำงี้เย็นเฉียบ กว่าจะล้างเสร็จแม่มือชาไปหลายรอบ
ห้องน้ำที่เมือง Springfield  กับถุงผลไม้ที่แม่เอาไปล้าง

ร้านอาหาร อยู่ตรงข้ามกับห้องน้ำ ติดกันมีปั๊มน้ำมัน

      เมื่อตัวเบาแล้วเราก็ออกเดินทางกันต่ออย่างสุขใจ  แม่ทำแซนด์วิชแจกทุกคนให้ทานในรถ ใส้แฮมกับชีสที่ลูกเป็นคนเลือกซื้อมา  อร่อยมาก  เพราะมีวิวสวย ๆ ให้ดูไม่ขาด  แม่ทำหน้าที่หลายอย่างในคราวเดียวกัน กำลังตัดชีสอยู่ พ่อก็จะร้องบอกว่า  "แม่  ดูสิ สวยจังเลย ถ่ายรูปไว้หน่อยเร็ว"  แม่ก็จะรีบวางมีด วางขนมปัง หันไปคว้ากล้องถ่ายรูปมากด กด กด   เสร็จแล้วก็เก็บกล้อง หันไปแกะห่อแฮม  แล้วก็หันไปถ่ายรูป  แล้วก็กลับมาทำแซนด์วิชต่อ  เป็นอย่างนี้ตลอดทริป
      ธรรมชาติที่นี่สวยงามมาก  อากาศเย็นสบาย บริสุทธิ์ โอบล้อมด้วยขุนเขา มีทะเลสาบมากมาย สีฟ้าใสแจ๋ว และท้องฟ้าที่นี่ก็สวยเหลือเกิน เวลาถ่ายรูปออกมา ช่างเป็นสีฟ้าสุดจะบรรยาย


ทิวทัศน์สองข้างทาง


ภูมิประเทศอันงดงาม
   
แม่อดใจไม่ไหว ขอจอดรถ เพื่อถ่ายรูปซะหน่อย
         
         กลับมาขึ้นรถ  ขับอีกสักพักใหญ่ เรามองเห็นป้ายจุดชมวิว Lake Coleridge จึงตัดสินใจแวะเข้าไปดู  ขับเข้านิดเดียวจริง ๆ ก็ได้เห็นทะเลสาบแรกของเราในนิวซีแลนด์  เราลงจากรถอีกครั้งเพื่อไปสูดอากาศเย็นสดชื่น พร้อมกับเสพภาพความงดงามที่อยู่ตรงหน้า  ภาพของทะเลสาบสีฟ้าใสแจ๋ว โอบล้อมด้วยภูเขา และต้นไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี เพราะตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง กำลังจะย่างเข้าฤดูหนาวแล้ว  ถ่ายรูปกันจนพอใจแล้ว เราก็ออกเดินทางกันต่อ  

หนุ่มน้อยลงจากรถ
ประลองกังฟูกันหน่อย แก้หนาว
พ่อลูกท่ามกลางขุนเขาและทะเลสาบ

หนุ่มน้อยที่ Lake Coleridge



แม่กับใบไม้เปลี่ยนสี บริเวณ Lake Coleridge


        สักพักเราก็ขับผ่าน Castle Hill ภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ที่ยอดยังมีหิมะปกคลุมอยู่  ด้านล่างจะมีก้อนหินปูนรูปร่างแปลกตาวางอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน นับเป็นธรรมชาติอันแปลกตาไปอีกแบบ   จากนั้นทางค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ  เพื่อนำเราไปยัง Arthur's Pass บนยอดเขา ที่เป็นจุดสูงสุดของการเดินทางจากตะวันออกไปตะวันตกของเรา  เส้นทางเริ่มลัดเลาะเลียบไปตามไหล่เขาที่อาจจะหวาดเสียวบ้าง  แต่รับรองได้ว่าปลอดภัยถ้าทำตามที่เขากำหนด ทั้งในเรื่องความเร็วและการใช้เกียร์ที่เหมาะสม  บางตอนก็ผ่าไปกลางหุบเขา   บางจุดเราจะเห็นป้ายเตือนเรื่องดินภูเขาถล่ม   จนในที่สุดเราก็ไต่ความสูงขึ้นมาจนถึง Arthur's Pass  ซึ่งมีสถานีรถไฟอยู่ด้วย  ตรงนี้เขาจัดที่จอดรถไว้ข้างทางด้านซ้าย  เราต้องเดินข้ามถนนไปที่สถานี เพื่อชมวิว เข้าห้องน้ำ และถ่ายรูปตามระเบียบ


Castle Hill มองเห็นกลุ่มหินปูนบนเนินเขา

Castle Hill มุมไกล

ทางกลางหุบเขา

ใบไม้เปลี่ยนสี เพราะกำลังจะเข้าหน้าหนาว


ป้ายเตือนดินและหินถล่ม ถ้ามองไปไกล ๆ จะเห็นเส้นทางไต่ขอบภูเขาอันสวยงาม
ภาพนี้ลูกจัดให้

จอดรถก่อนข้ามถนนไปห้องน้ำที่ Arthur's Pass

แม่ที่อยากถ่ายรูปกับลูกที่ไม่ค่อยอยากถ่ายกับแม่ (กลัวแม่กอด..เป็นหนุ่มแล้ว)
           พวกเราปากสั่นเพราะความหนาวทีเดียว  เนื่องจากเห็นว่าแค่จะลงไปเข้าห้องน้ำ จึงขี้เกียจแต่งองค์ทรงเครื่องไปมาก  ปรากฏว่าพอลงจากรถก็เย็นเจี๊ยบทีเดียว  อากาศบนยอดเขานี่สุดยอดมาก  และเพื่อเอาชีวิตรอด พวกเราจึงรีบนำตัวเองกลับเข้ามาอยู่ในรถอันอบอุ่นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว  จุดหมายสุดท้ายของวันอยู่ไม่ไกลแล้ว
           ในที่สุดเราก็มาถึงเมือง Hokitika เสียที  และเนื่องจากเราไม่ได้จองที่พักไว้ก่อน เราจึงวิ่งตรงไปที่ Bella Vista Motel ที่คนไทยชอบไปพัก และเขียนแนะนำไว้ในหนังสือที่แม่อ่านเจอ  แต่ปรากฏว่าเขาขึ้นป้ายว่า "No Vacancy" คือห้องเต็มหมดนั่นเอง  เราจึงขับวนเข้าไปในตัวเมืองเพื่อหาที่พักอื่น  สักพักก็ไปพบกับป้ายของ Beach Front Hotel  แม่จึงรับหน้าที่เข้าไปสอบถาม  พอดีเขามีห้องว่างสำหรับเราสามคน  ราคาก็แค่ 105 เหรียญเท่านั้น  แถมอยู่ติดทะเล แค่ข้ามถนนเล็ก ๆ ไปก็ถึงชายหาดแล้ว  ทำเลนับว่าดีกว่า Bella Vista เสียอีก  เพราะ BV อยู่ฝั่งซ้ายมือของถนนใหญ่ ถ้าจะมาตัวเมืองหรือทะเลก็ต้องข้ามถนนมา  แม่พูดคุยกับคุณป้าที่เคาน์เตอร์ เขาบอกว่าเขาชอบเมืองไทยและมาทุกปีเพราะมีน้องสะใภ้อยู่อยุธยา  รู้สึกดีใจจังที่ได้ยินคนพูดถึงบ้านเราดี ๆ
         หลังจากได้กุญแจ แม่ก็รีบออกไปที่รถ บอกให้พ่อขับรถอ้อมไปจอดด้านหลังตึกที่พัก ช่วยกันยกกระเป๋าเข้าห้อง  เสร็จแล้วก็ออกมาเดินดูชายหาด และเดินรอบ ๆ เมือง เป็นการสำรวจไปด้วยว่ามีอะไรให้เที่ยวบ้าง


ที่พักเราคือตึกหลังคาสีเทา ทางขวามือ ข้ามถนนนี้ไปทางซ้ายคือทะเล
ในห้องพัก Beach Front Hotel


ยิ้มพิมพ์ใจของลูกชาย  ที่ชายหาด Hokitika

       จากชายหาด เดินเข้ามาสัก 5 นาที ก็ถึงใจกลางเมือง  มองเห็นหอนาฬิกาสัญญลักษณ์ประจำเมือง  และร้านหยก ชื่อ Jade Factory ซึ่งก็คือตึกสีเขียวทางขวามือต้านหลังหอนาฬิกานั่นเอง  เมือง Hokitika นี้เป็นเมืองชายฝั่ง จึงเป็นเมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียง  นอกจากนั้นก็ยังมีชื่อเรื่องหินหยกอีกด้วย   ตัวเมืองตั้งขึ้นในปี 1864 ในยุคตื่นทองของนิวซีแลนด์  โดยสมัยก่อนเมืองนี้ถือว่าเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดเมืองหนึ่งของ NZ เลยทีเดียว   ปัจจุบันอุตสาหกรรมเหมืองทอง หยก และถ่านหินก็เสื่อมถอยลง คนจึงไม่หนาแน่นเหมือนเมื่อก่อน  เมืองก็เปลี่ยนรูปโฉมไปเป็นเมืองที่รองรับการท่องเที่ยวมากขึ้น  ในตัวเมืองยังมีโรงงานหยกให้เห็น เปิดให้เข้าชมการเจียระนัย และมีการบรรยายสั้น ๆ ให้ความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาและชนิดของหยกฟรี  ด้านหน้าร้านมีของที่ระลึกขาย  

หอนาฬิกากลางเมือง เห็นร้านหยกสีเขียวข้างหลัง
        วันนี้เรามาถึงที่พัก และเดินเล่นก็ชักจะค่ำแล้ว จึงยังไม่ได้แวะเข้าไปดูโรงงานหยก  เดินต่อมาอีกสักครู่ก็มาถึงโบสถ์อันสวยงามประจำเมือง แล้วจึงพากันเดินกลับ  เราแวะที่ห้าง New World เพื่อหาซื้ออาหารเย็นของเราในวันนี้ และสเบียงสำหรับเดินทางในวันต่อไป  แม่ซื้อผักมาผัดผักรวม ได้ผักชี ปลาแซลมอนรมควัน และเราได้หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อันเลื่องชื่อมาด้วย  ส่วนพ่อได้เบียร์ตามสมควร

สองพ่อลูกที่โบสถ์เมือง Hokitika อันงดงาม
Professional Photographer

ที่จ่ายกับข้าว
      เมื่อแม่กลับมาถึงห้องก็รีบทำกับข้าว แต่ปัญหาคือว่าวันนี้ เราพัก Hotel ไม่ใช่ Motel  ฉะนั้นเราจึงไม่มีเครื่องครัวและเตา  แต่กระนั้นก็ไม่เกินความสามารถของแม่ (ที่จริงขอแอบเมาท์ว่า แม่ชวนกินข้าวข้างนอก เพราะรู้อยู่แล้วว่าไม่มีที่ทำกับข้าว  แต่พ่องอแง และอยากกินข้าวมากกว่า ทำให้แม่นึกสงสารคนขับรถ จึงใจอ่อนประกอบวีรกรรมการแอบทำอาหารในห้อง)

แอบทำครัว โดยมีแค่หม้อหุงข้าวใบเดียว

         แม่มีแค่หม้อหุงข้าวจิ๋วแค่ใบเดียว จึงลวกหอยแมลงภู่ไว้กินกับน้ำจิ้มแบบลาบ แกล้มกับผักชีสด  ส่วนผักสดก็ต้องต้มเสียก่อนให้สุก แล้วจึงเทน้ำออก นำมาผัดรวมกับเครื่องผัดผักแบบซอง  ทำไปก็กลัวว่าควันจะไปทำให้หัวฉีดน้ำดับเพลิงในห้องนอนทำงาน จึงย้ายเข้าไปทำในห้องน้ำ  เสร็จแล้วจึงล้างหม้อมาหุงข้าว  กว่าข้าวจะสุก ปรากฏว่ากับข้าวเริ่มเย็นแล้ว เพราะอากาศเย็นมากนั่นเอง  แต่ตัองขอบอกว่ามื้อนี้อร่อยที่สุดดด
หน้าตาอาหารที่แอบปรุง

กองเชียร์
     ป.ล. กล่องใส่อาหารที่เห็น  แม่นำไปด้วยจากเมืองไทยสี่กล่อง  ได้ใช้ประโยชน์คุ้ม เป็นได้ทั้งจานข้าวและกล่องใส่สเบียงระหว่างเดินทาง
     ขอตัวไปทานลาบหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ก่อนนะคะ  โปรดติดตามตอนต่อไป
   
     
Lincoln Primary Student: A Life Journey ตอนที่ 4