(ตอนที่ 6 Wanaka - Tekapo 250 km)
 |
| แผนการเดินทางของเราวันนี้ (ตามจุดเขียว) |
วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2556
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้เดินทางท่องเที่ยวกัน ก่อนจะพาลูกกลับไปส่งให้กับโฮสต์ในวันพรุ่งนี้ เช้านี้แม่ตื่นขึ้นมาก็เห็นพ่อออกไปนั่งจิบกาแฟที่ระเบียงด้านหลังห้องพักอยู่แล้ว แม่ออกไปดูปรากฏว่าอากาศเย็นมาก เย็นกว่าตอนเราอยู่เมืองแห่งธารน้ำแข็งซะอีก กาแฟอุ่น ๆ จึงหอมอร่อยขึ้นอีกหลายเท่าสำหรับเช้าวันหนาวเหน็บนี้
 |
| นายแบบโพสต์ท่าที่ระเบียงหลังห้องพัก |
หลังจากถ่ายรูปนายแบบพอควรแล้ว แม่กลับเข้ามาเตรียมอาหารเช้า และวางแผนว่าจะเตรียมอาหารกลางวันไปปิคนิคกันที่ริมทะเลสาบอันสวยงามด้วย แม่หุงข้าว ทำปลาหมึกผัดหอมใหญ่ที่ลูกชอบ และเรายังมีต้มยำเหลืออีกมื้อ เมื่อลูกตื่น ลูกก็อุ่นมินิพิซซ่าที่ซื้อเมื่อวานเพื่อทานเป็นอาหารเช้า ปรากฏว่าไม่อร่อยเลย เมื่อแม่ทำอาหารสำหรับไปปิคนิคเสร็จ เราจึงเปลี่ยนใจทานกันในห้อง เก็บล้าง แล้วจึงเช็คเอาท์
โปรแกรมวันนี้ เรามีแผนจะไปเที่ยวที่ทะเลสาบวานากาซึ่งอยู่ใกล้ที่พักนิดเดียว แล้วจะไปแวะเที่ยวที่ Puzzling World จากนั้นจึงจะขับรถไปที่ทะเลาบเทคาโปเพื่อไปแวะพัก ก่อนเดินทางกลับเข้าไครส์เชิร์ชในวันพรุ่งนี้
เช้านี้อากาศดีมาก ผู้คนมาออกกำลังกายและเดินเล่นรอบ ๆ ทะเลสาบพอสมควร ทั้งนักท่องเที่ยว และชาวบ้านละแวกนั้น เราจอดรถไว้ และเดินลงไปที่บริเวณชายหาด เป็นทะเลสาบที่ใหญ่และมีเสน่ห์อีกแห่งของนิวซีแลนด์ พื้นน้ำสีคราวใสราวกับกระจก มีฝูงเป็ดลอยตัวหาอาหารอยู่ใกล้ ๆ จุดที่เราแวะ บางตัวก็ขึ้นมานอนเล่นพักเหนื่อยบนพื้นทราย เรามองออกไปไกล ๆ จะเห็นเรือยอทช์สีขาวสวยลอยละล่องอยู่กลางทะเลสาบ ใบไม้โดยรอบทะเลสาบเริ่มเปลี่ยนสี ตามอากาศที่เริ่มเย็นลงทุกวัน
 |
| ลูกกำลังถ่ายภาพอย่างตั้งใจ |
 |
| ของจริงชายหาดไม่ได้โค้งมากเท่านี้นะคะ เป็นเพราะเราถ่ายเป็นพาโนรามา |
 |
| สองหนูน้อย (ตามลูกเรียก) |
 |
| ถัดจากหาดขึ้นมาเป็นสนามหญ้า และมีทางเดินให้ด้วย |
 |
| ฟ้าเป็นฟ้า น้ำเป็นน้ำจริงๆ |
 |
| เมื่อยแล้ว นั่งพักกันก่อน |
 |
| ต้นหลิวยักษ์ ริมหาด |
 |
| ประติมากรรมรูปมืออันนี้ ใครมา Wanaka คงพลาดไม่ได้ |
 |
| ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี มีหลายเฉด |
 |
| สำนักงานท่องเที่ยว มีให้เช่าอุปกรณ์ต่างๆ |
ลูกนึกอยากให้อาหารเป็ด เพราะเรามีขนมปังเหลืออยู่ แม่จึงบอกให้ไปถามเจ้าหน้าที่เขาดูก่อน เพราะไม่มีใครเอาอาหารให้เป็ดเลย เราไปในที่แปลกใหม่ การถามไว้ก่อนย่อมปลอดภัยที่สุด สองพ่อลูกหายขึ้นไปบนสำนักงานพักใหญ่ แม่รออยู่นานไม่เห็นลงมา ก็เลยเดินขึ้นไปตามบนสำนักงาน ก็ไม่เจอกัน ปรากฏว่าพ่อลูกพากันกลับไปเอาขนมปังที่รถแล้ว ลูกเดินกลับมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม บอกว่าพี่เขาบอกว่าให้อาหารได้ เราพากันเดินต่อไปอีกไม่ไกล เขามีสะพานยื่นลงไปในทะเลสาบ 2 อัน สะพานอันใหญ่และดูสวยกว่ามีผู้คนพากันลงไปโพสต์ท่าถ่ายรูปกันอยู่หนาตา แม่จึงบอกให้ลูกลงไปให้อาหารที่สะพานเล็กที่เตี้ยกว่า มีความสูงเหนือระดับน้ำเพียงนิดเดียวเท่านั้น พอลูกเริ่มหยิบขนมปังออกมาโปรยปราย ฝูงเป็ดก็ค่อย ๆ ล้อมวงเข้ามา ลูกดูสนุกสนานมาก ลูกค้าของลูกค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นทุกที ไม่เพียงแต่เฉพาะเป็ดเท่านั้น ตอนนี้ยังมีนกนางนวล นกพิราบ และนกกระจอกมาร่วมแจมด้วย พากันส่งเสียงขออาหารกันเป็นที่เอิกเกริก ตอนแรกแม่ก็เก็บภาพไปเรื่อย ๆ สักพักนึกขึ้นได้จึงเรียบเปลี่ยนเป็นถ่ายวิดีโอเก็บไว้ จะสนุกและวุ่นวายขนาดไหน เราไปดูกันดีกว่า
อันนี้เป็นวิดีโอตอนลูกให้อาหารเป็ด (เปิดดูในคอมพิวเพอร์ได้)
|
|
ลูกชายให้อาหารเป็ด (ฝีมือพ่อถ่าย) เห็นแม่ยืนบันทึกภาพอยู่อีกมุมไกล ๆ โน้น
|
 |
อันนี้ฝีมือแม่ถ่ายจ้ะ อยู่คนละมุมกัน
------------------------------------------------------------------------------------------------
|
ออกจากทะเลสาบ เราก็มุ่งหน้าไปยัง Stuart Landsborough's Puzzling World, Wanaka ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเมืองพิศวง แหล่งรวบรวมความประหลาดฉงนสนเท่ห์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบเลย ขับรถย้อนทางออกมาสัก 10 นาทีก็ถึงแล้ว
เราไปถึง ก็มีกรุปทัวร์ของคนจีนหรือไต้หวันมาลงหนึ่งรถบัส ส่งเสียงกันดังสนั่น ถ่ายรูปกันชุลมุนไปหมด เราจึงคิดว่าควรจะเข้าไปข้างในก่อน เดี๋ยวขากลับจึงค่อยออกมาเก็บภาพภายนอก ที่มีทั้งหอนาฬิกาเอน และป้ายโลโก้สัญญลักษณ์ของ Puzzing world
ที่นี่ เขาแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 โซน คือ Illusion Rooms กับ The Great Maze ซื้อบัตรแยกกันก็ได้ แต่ของเราแม่ซื้อแบบรวมเพราะจะถูกกว่าหลายบาท Combo set ราคาสำหรับผู้ใหญ่หนึ่งคน คือ 17.5 NZD และสำหรับเด็กคือ 12 NZD รวมแม่จ่ายไป 47 NZD
โซนแรกที่เราเข้าชมคือ Hologram Hall เป็นการใช้เทคนิคสร้างภาพสามมิติแบบโฮโลแกรม มีภาพของบุคคลและสิ่งของ ก็ดูน่าสนใจดี จากนั้นเราเดินผ่านเข้าไปถึง Hall of the Following Faces ในห้องนี้จะเป็นภาพบุคคลทั้งสี่ด้าน เมื่อเรามองดูจะเห็นเหมือนว่าหน้าคนลอยยื่นออกมา แต่ที่จริงแล้วเป็นภาพที่เว้าลึกลงไปในกำแพง และที่สำคัญคือไม่ว่าเราจะเดินไปทางไหน ก็จะรู้สึกว่าใบหน้าเหล่านั้นมองตามเราไปตลอดเวลา
.JPG) |
| บรรยากาศด้านนอก |
.JPG) |
| ลูกกับป้ายชื่อที่มีตึกเอียงเป็นฉากหลัง |
 |
| นางแบบคนสวย (คนเดียว) ประจำทริป |
 |
| ภาพโฮโลแกรม |
 |
| ภาพโฮโลแกรม |
 |
| Hall of the Following Faces |
 |
เอาหัวทิ่มเข้าไปในกำแพงได้เลย ภาพมันลวงตาว่านูน
 |
| มีสัตว์กี่ตัวกันแน่นะ? |
|
โซนถัดมา ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลย ก็คือ Tilted House หรือบ้านเอียง เมื่อเรามองดู ก็จะเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปรกติ แต่เมื่อเราก้าวเท้าเข้าไปภายใน เราจะพบว่าบ้านถูกสร้างไว้ให้เอียง 15 องศา แต่สมองของเราจะไม่รับรู้ถึงการเอียง จึงทำให้รู้สึกเหมือนว่าเราต้องยืนต้านแรง และต้องพยายามจะฝืนยืนให้ตรงตลอดเวลา ซึ่งตอนที่เดินเข้าไปก็รู้สึกเวียนหัวและโคลงเคลงนิดหน่อย หน้าห้องนี้มีป้ายเตือนไว้เลยว่าไม่เหมาะสำหรับคนชราและคนที่มีโรคประจำตัว ตอนแรกเราก็เดินเข้าไปด้วยกันสามคน แต่สักครู่พ่อบอกว่าไม่ไหว ขอรอข้างนอกดีกว่า ซึ่งแม่ก็เห็นด้วย เพราะพ่อจะต้องขับรถต่อไปอีกเป็นร้อยกิโลเมตร ตัวแม่เองก็รู้สึกอาการไม่ค่อยดีเหมือนกัน ความรู้สึกตอนที่ก้าวเข้าไปนั้นเหมือนมีแม่เหล็กยักษ์มาดูดเราให้เอนตัว(จริง ๆ ก็คือแรงโน้มถ่วงที่พยายามดึงให้เรายืนตัวตรง แต่สมองเรากลับรู้สึกว่าเอียง ก็พยายามฝืนสู้) จึงทำให้เรารู้สึกวิงเวียนได้ ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือห้ามสมองทำงาน คือปล่อยตัวไปสบาย ๆ ก็จะรู้สึกค่อยยังชั่ว
 |
| ภาพบุคคลสำคัญ ซ้ายคือประตูทางเข้า Tilted House มีป้ายเตือนติดไว้ด้วย |
 |
| เมื่อแรกเข้ามาใน Tilted House ต้องพยายามทรงตัวกันก่อน |
 |
| ทุกอย่างที่นี่เอียง 15 องศา |
 |
| ในบ้านนี้ ทุกคนจะยืนเอียงแบบนี้หมด |
เราเดินต่อไปอีกสักพัก ก็ไปเจอรางที่นั่งที่ติดกับกำแพง มองด้วยตาจะเห็นเหมือนว่าเมื่อเรานั่งแล้วที่นั่งจะเลื่อนจากข้างล่างขึ้นข้างบน แต่จริง ๆ คือเรากำลังเลื่อนจากข้างบนลงสู่ข้างล่าง เราไปดูวิดีโอกันดีกว่า นักแสดงพร้อมแล้วค่ะ
ส่วนพ่อนั้น เมื่อแยกย้ายกันแล้ว ก็เดินออกมาเที่ยวชมห้องอื่น ๆ ซึ่งมีห้องที่น่าสนใจคือ Ames Room ห้องนี้เขาจะให้เรามองจากหน้าต่างภายนอกเข้าไปก่อน เราก็จะเห็นว่าทุกอย่างดูธรรมดา แต่เมื่อเราเข้าไปในห้อง จะพบว่า ณ จุดที่เรายืนต่าง ๆ กันในห้องนั้น เราจะมีขนาดตัวไม่เท่ากัน ราวกับว่าเรายืดตัวหดตัวได้ก็ปานนั้น เห็นเขาโฆษณาว่าอันนี้เป็นเทคนิคที่ใช้ในการถ่ายทำหนัง Lord of the Ring ด้วย คือทำให้คนดูสูงหรือเตี้ยกว่าธรรมชาติ
 |
| Ames Room ภายนอกก็ดูปกติดี |
 |
| แต่เมื่อเข้ามาภายใน เราจะเป็นยักษ์ก็ได้ คนแคระก็ได้ |
 |
| อันนี้ก็ฝีมือพ่ออีกเหมือนกัน |
เมื่อเรากลับมาเจอกันตรงห้องโถง เราก็จะไปยังโซน outdoor นั่นก็คือ The Great Maze หรือเขาวงกตนั่นเอง สำหรับเขาวงกตของที่นี่ เราจะต้องพยายามเดินหาป้อมปราการที่มีหลังคาสีต่าง ๆ กันให้ครบทั้งสี่สี จึงจะหาทางออกได้ และเพื่อช่วยเหลือให้เราไม่ต้องติดอยู่ในเขาวงกตทั้งวัน เขาก็ทำสะพานสีเขียว ๆ เอาไว้สำหรับให้เราเดินขึ้นไปดูเพื่อวางแผนการเดินได้ แต่ห้ามร้องตะโกนบอกคนข้างล่าง พอเอาเข้าจริงสะพานก็ช่วยไม่ได้เท่าไหร่ เพราะพอเราลงมาเดินจริง ๆ ก็จะงงเหมือนเดิม นอกจากนั้นเขายังทำทางออกฉุกเฉิน Emergency Exit ไว้สำหรับคนที่ท้อแท้ หมดหวัง หมดแรง ก็สามารถออกไปได้
ทีมของเรา ในตอนแรกก็ดูคึกคักกันดี แต่เมื่อเราเดินไปมาก็กลับมาอยู่ที่เดิมหลายครั้ง ยังหาทางออกไม่ได้สักที อากาศก็ค่อย ๆ อุ่นขึ้นเพราะใกล้เที่ยง ใจคนก็เริ่มร้อนขึ้นเพราะหงุดหงิด แม่จึงเสนอว่าให้เราออกทางฉุกเฉินเอาไหม เพราะเราต้องเดินทางต่อไปอีก แต่ทั้งพ่อและลูกก็ไม่ละความพยายาม สงสัยกลัวเสียชื่อเสียงชายไทยใจทรนง เราจึงพากันเดินต่อไป ระหว่างทางก็สวนกันไปมากับคนอื่น ๆ รวมทั้งได้เจอครอบครัวคนไทยอีกครอบครัวหนึ่งด้วย แล้วในที่สุดความพยายามของเราก็สัมฤทธิ์ผล เราบุกบั่นหาทางออกเองได้ สังเกตดูก็คงเห็นได้ชัดเจนว่าพวกเราเหนื่อยอ่อนและดีใจกันขนาดไหน
 |
| The Great Maze (เครดิตภาพ: S L's Puzzling World Wanaka Facebook) |
 |
| บนสะพาน ขึ้นมาเล็งทาง |
 |
| ไชโย เจอทางออกแล้ว |
ออกมาได้ ก็มานั่งพักสักครู่แล้วก็เข้าห้องน้ำ เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางกันต่อ แต่เมื่อเดินเข้าไปในห้องน้ำ เราก็ตกใจ นึกว่าได้ย้อนกลับไปสมัยโรมัน เพราะเขาวาดภาพเอาไว้ในห้องน้ำ ที่นั่งรอก็ทำเหมือนที่นั่งปล่อยทุกข์ เห็นแล้วขำและอดที่จะเก็บภาพกลับมาด้วยไม่ได้
จากนั้นเราก็ไปดูร้านขายของที่ระลึกกัน ลูกได้ของเล่นมาชิ้นหนึ่ง ชื่อ Leviathan เป็นแกนหมุนที่เมื่อเราเอาวางลงไป มันจะยกตัวลอยขึ้นในอากาศและหมุนไปเรื่อย ๆ (ลูกบอกว่ามันเป็นแรงจากสนามแม่เหล็ก) เราไม่ลืมที่จะแวะไปถ่ายรูปกับหอนาฬิกาเอน เพื่อเป็นที่ระลึกว่าเราเป็นครอบครัวที่แข็งแรงขนาดไหน สามารถโค่น หรือยันหอนาฬิกาได้สบาย ๆ
 |
| ออกมาแล้ว ขอนั่งพักเหนื่อยก่อน |
ด้านหลังโบสถ์ มีช่องกระจกใส มองออกมาจากข้างในจะเห็นทะเลสาบสวยมาก
ภายในโบสถ์ตบแต่งอย่างเรียบง่าย แต่ก็ดูศักดิ์สิทธิ์ ด้านนอกมีป้ายเตือนว่าหลังคาโบสถ์อาจไม่ค่อยแข็งแรงเนื่องจากเก่าไปตามกาลเวลา เป็นการเตือนสติให้เราเข้าชมแบบสำรวม มีสติ ป้ายเตือนนี้ลูกเป็นคนเห็นก่อน แล้วจึงชักชวนให้พ่อกับแม่ไปดูด้วย เราเห็นว่าก็ดูไม่น่าอันตรายอะไร จึงเข้าไปชมข้างในกัน เนื่องจากโบสถ์มีขนาดเล็ก เราเดินไปสักสิบก้าวก็ถึงแท่นประกอบพิธี และที่นี่ด้านหลังแท่นนี้เอง จะมีกระจกใสบานใหญ่ติดตั้งไว้ เมื่อมองออกไปจะเห็นวิวทะเลสาบที่งดงามสุดจะบรรยาย จนคนที่นี่เขายกย่องให้เป็น Million-dollar View ใครไปก็อย่าพลาดชม ก่อนออกมาเรามองเห็นกล่องรับบริจาค พ่อกับลูกจึงพากันเอาเหรียญที่เราได้ทอนมาจากร้านรวงต่าง ๆ หยอดกล่อง ร่วมทำบุญไปด้วย