(ตอนที่ 2 การเดินทางอันตื่นเต้น)
วันจันทร์ที่ 29 เมษายน 2556 เครื่องบินของเรา EK 418 ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 19.50 น. หลังจากเผชิญกับอาหารบนเครื่องที่มีไว้เพื่อประทังชีวิต ลูกก็เพลิดเพลินกับสารพัดเกมส์และหนังที่เขามี พ่อก็คุยกับลุงฝรั่งที่นั่งติดกัน แกเป็นคน NZ พร้อมจิบไวน์แดงที่เสิร์ฟฟรีไม่อั้น ส่วนแม่นั้นได้ที่นั่งอุปกรณ์ชำรุด ดูหนังเล่นเกมอะไรไม่ค่อยได้ เมื่อจดบันทึกอะไรนิดหน่อยแล้ว ไม่มีอะไรทำ จึงไปแปรงฟันแล้วงีบดีกว่า เหมือนจะรู้ว่าจะต้องใช้พลังอย่างมากในเวลาต่อมา
| Kids' meal มื้อค่ำที่ลูกเลือก |
|
|
| มื้อค่ำของพ่อกับแม่ |
| บนเครื่องบิน |

เราลงจากเครื่อง ลูกกับพ่อมีเป้คนละ 1 ใบ แม่มีกระเป๋าสะพาย 1 ใบ เราเข้าไปในสนามบิน เดินตามป้าย International Transfer ต้องไปผ่านการตรวจร่างกาย ตรวจสแกนกระเป๋ากันอีกครั้ง แม้จะรู้ว่าเราไม่ได้มีอะไรผิดกฎหมาย แต่การตรวจแบบนี้ก็ทำให้แม่รู้สึก uneasy อาจเป็นเพราะท่าทีเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ก็เป็นได้ เมื่อเราถอด (แจ็คเก็ต) ล้วง (เหรียญ) ควัก (โทรศัพท์/ iPad) ทุกสิ่งอย่างออกมาสแกน แล้วเดินผ่านเครื่องออกมา ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเรียบร้อยดี จนมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งตรงรี่เข้ามา แล้วถามว่าเราพูดภาษาอังกฤษได้หรือไม่ เขาต้องการสุ่มตรวจลูกอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่เมื่อรู้ว่าเราพูดภาษาอังกฤษได้ ก็ยื่นแผ่นเอกสารให้เราอ่าน ทำความเข้าใจ และขอให้ลูกตามเขาไปอีกมุมหนึ่ง แม่รีบบอกลูกว่าไม่เป็นไรนะ นี่เป็นระบบรักษาความปลอดภัยของเขาเท่าน้ัน ไม่ต้องกลัวเพราะเราไม่มีอะไรผิด แม่กับพ่อยืนดูอยู่ใกล้ ๆ เขาถามลูกว่ารู้ไหมว่ามีอะไรอยู่ในเป้บ้าง ลูกก็ตอบว่ารู้ (เพราะแม่ให้ลูกแพ็คเป้เอง .... อันนี้เป็นข้อเตือนใจสำหรับทุกคน ว่าควรแพ็คของเอง และรู้ด้วยว่าตนกำลังแบกอะไรอยู่ ... และที่สำคัญที่สุดคือห้ามใจดีมีน้ำใจรับฝากของหรือช่วยหิ้วของของคนอื่น ไม่ว่าจะรู้จักกันหรือไม่ก็ตาม) เขาบอกว่าขอเปิดกระเป๋าดูหน่อย แล้วก็เอาเครื่องสแกนเล็ก ๆ เคลื่อนตรวจไปช้า ๆ ตรวจตราอย่างละเอียด ทั้งกระเป๋าและตัวลูก แต่ในที่สุดทุกอย่างก็จบลง พร้อมเสียงถอนหายใจของแม่ และความเซ็งอย่างช่วยไม่ได้ (อันนี้มันไม่มีเหตุผลหรอก เป็นแต่เพียงอารมณ์ของคนเป็นแม่ที่รักและเป็นห่วงความรู้สึกลูกมากเท่านั้น)
| ลำที่เรามา และก็เป็นลำที่จะพาเราไป CHC (แล้วจะให้ลงมาทำไมเนี่ย) |
| ระหว่างรอต่อเครื่อง(เดิม) |
![]() |
| สมบัติผลัดกันชม (iPad แม่) |
![]() |
| คนช่างแหย่ |
หลุดออกมาจากการตรวจทั้งปวงได้ เราก็มานั่งรอขึ้นเครื่อง เมื่อมาถึง Gate พ่อก็ขอแวะไปเข้าห้องน้ำ ส่วนแม่ผู้ยังค้างคาใจเรื่อง mp3 จึงขอตรวจดูเป้ลูกอีกครั้ง แม่ค่อย ๆ รื้อสมบัติทั้งหลายออกทีละอย่าง ตรวจดูทุกซอกมุม และแล้ว....ก็พบมันจนได้ นาทีนั้นแม่ดีใจอย่างที่สุด เพราะรู้ดีว่า mp3 เครื่องนี้ราคาก็ไม่เท่าไหร่ แต่มันคือเพื่อนของลูก ที่อุตส่าห์ดาวน์โหลดเพลงที่ตัวชอบ และวรรณกรรมภาษาอังกฤษที่ลูกชอบเปิดฟังก่อนนอนทุกคืน อีกทั้งยังมีบทสวดมนต์ที่แม่ใส่ไว้ให้เวลาว้าวุ่นใจ จะได้เปิดฟัง ลูกเองก็ดีใจมากจริง ๆ นี่เป็นบทเรียนแรก ๆ ที่พระเจ้าส่งมาทดสอบและให้บทเรียนกับลูกในเรื่องการดูแลตัวเองจ้ะ
เมื่อได้เวลา เราก็กลับขึ้นไปนั่งเครื่องบินลำเดิม นั่งที่นั่งเดิม โดยใช้ boarding pass ใบเดิม แต่เปลี่ยนทีมสจ๊วตและนักบินใหม่หมด (จริง ๆ วันหลังขอนั่งรอบนเครื่องก็ได้นะ ถ้ามีoptionให้เลือก จะรีบเลือกเลยโดยไม่ต้องคิด) เครื่องจากซิดนีย์ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง 15 นาที เราก็มาถึง CHC (เวลาประเทศไทยคือ 09.30 น. เวลาที่ CHC คือ 14.30 น. ของวันอังคารที่ 30 เมษายน 2556 ใช่แล้วเวลาของนิวซีแลนด์เร็วกว่าเรา 5 ชั่วโมง) รวมเวลาเดินทางของเราคือ 13 ชั่วโมง 40 นาที ก่อนลงจากเครื่องเราต้องกรอกแบบฟอร์มตรวจคนเข้าเมืองที่มีรายละเอียดมากมาย ประเทศนิวซีแลนด์เองก็มีกฎระเบียบที่เข้มงวด ห้ามเอาของที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรหรือสิ่งที่จะมีผลกระทบต่อระบบการเกษตรเข้าประเทศ ที่แม่ขอแปลไว้โดยละเอียด เพื่อเป็นความรู้กับคนอื่นด้วย ดังนี้
สิ่งของต้องสำแดง เมื่อเดินทางเข้าประเทศนิวซีแลนด์
1. อาหารทุกชนิดทั้งสดและแปรรูป
2. สัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ได้แก่ เนื้อสัตว์ นมเนยชีส ปลา น้ำผึ้ง ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง ไข่ ขนนก เปลือกหอย ขนสัตว์ดิบที่ยังไม่ผ่านกระบวนการ หนังสัตว์ กระดูก เขา หรือแมลง
3. พืชหรือผลิตภัณฑ์จากพืช ได้แก่ ผัก ผลไม้ ใบ ลูก ดอก เมล็ดพันธุ์ หน่อ ต้นกล้า ลำต้น ส่วนใด ๆ ของพืช ไม้ไผ่ ไม้อื่น ๆ และฟางข้าว
4. สิ่งของอื่น ๆ ที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยด้านชีวภาพ ได้แก่
4.1 ยาสัตว์ เชื้อพันธุ์ทางชีวภาพ อินทรียสาร ดิน หรือ น้ำ
4.2 อุปกรณ์ที่ใช้กับสัตว์ พืช และน้ำ ทั้งเพื่อการทำสวน การเลี้ยงผึ้ง การตกปลา กีฬาทางน้ำ หรือกิจกรรมดำน้ำ
4.3 เครื่องใช้ที่เคยใช้นอกบ้าน เช่น รองเท้าบูท รองเท้ากอล์ฟหรือรองเท้ากีฬา เต้นท์ อุปกรณ์แค้มปิ้ง เดินป่า หรืออุปกรณ์กีฬา
อันนี้คือสิ่งที่ค่อนข้างเฉพาะ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็คล้ายประเทศทั่วไป คือห้ามนำอาวุธ ยาต้องห้าม พืชสัตว์อันตราย เข้าประเทศ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อนุญาตคนละไม่เกิน 3 ขวด ขนาด 1125 มล. หรือถ้าเป็นไวน์กับเบียร์ก็ได้ไม่เกิน 4.5 ลิตร ยาสูบไม่เกิน 200 มวน หรือซิก้าร์ไม่เกิน 50 มวน หรือรวมกันแล้วไม่เกิน 250 กรัม (ถ้าไม่เกินนี้ไม่ต้อง declare)
สำหรับเงินสด อนุญาตให้นำเข้าไม่เกิน 10,000 NZD หรือเงินสกุลอื่นที่มีมูลค่าเทียบเท่ากัน กรณีของขวัญของฝากอนุญาตมูลค่ารวมกันไม่เกิน 700 NZD (ถ้าไม่เกินนี้ไม่ต้อง declare) ส่วนยาสามัญประจำบ้าน เช่น พาราเซตตามอล วิตามินซี ก็แจ้งเขาไป เขาก็โอเค แต่หากเป็นยาสำหรับโรคเฉพาะเพื่อความปลอดภัยควรต้องมีใบจากแพทย์เป็นภาษาอังกฤษไปด้วย
สำหรับอาหารแห้ง ข้าวสาร คุ๊กกี้ ช็อคโกแลต น้ำปลา บะหมีสำเร็จรูป ทูน่าปรุงสำเร็จและเครื่องปรุงรสที่แม่นำไป เราได้จัดแยกกระเป๋าไว้ต่างหากแล้ว เมื่อ declare แล้วก็ผ่านหมดทุกรายการ แม่นึกขึ้นมาได้ว่ามีช้างไม้ตัวเล็ก ๆ กับเทียนรูปดอกไม้อันเล็ก ๆ ใส่ในจอกอลูมิเนียมสำหรับลอยน้ำได้ ที่แม่นำมาเป็นของฝาก เลยเอาให้เจ้าหน้าที่ดู เขาก็ให้ผ่าน เมื่อเราdeclare เสร็จ เขาก็ถามว่ามีอะไรอีกไหมที่เราคิดว่าต้องสำแดง เราบอกว่าไม่มีแล้ว เขาบอกว่างั้นเขาขอเปิดดูเป้ของลูกหน่อย เราก็เปิดให้เขาดู เขาตรวจดูเรียบร้อยแล้วก็เอาเทปกาวมาพันกระเป๋าอาหารและเป้ของลูก เป็นเครื่องหมายว่าเขาได้ตรวจดูแล้ว และบอกให้เราตามเขาไปที่เครื่องสแกน กระเป๋าที่เหลือทั้งหมด ที่ไม่ได้มีเทปพัน ต้องผ่านการสแกนอีกครั้ง แล้วแม่ก็แทบจะหยุดหายใจ เมื่อเขาสแกนกระเป๋าใหญ่ของพ่อ แล้วทำท่าสงสัย เลื่อนกระเป๋ากลับเข้าไปดูซ้ำอีกที และเรียกแม่มาถามว่ามีอะไรอยู่ในกระเป๋า แม่ดูรูปร่างแล้วก็จำได้ทันทีว่ามันคือเทียนจอกน้อย ๆ ที่จัดวางเรียงกันแถวละ6จอกx 2แถว ก็รีบบอกเขาไปว่ามันเป็นเทียนสำหรับลอยน้ำ และแอบโวยนิด ๆ ว่าก็เมื่อกี้ไอก็ถามคนตรวจแล้วว่าแคนเดิลโอเคหรือเปล่า เขาก็ไม่ว่าอะไร ยอมให้ผ่านมาได้แต่โดยดี เฮ้อ!
![]() |
| มาถึงสนามบินไครส์เชิร์ช ลูกแอ๊คท่าหมดแรง |
################################################################################
เราเดินออกมาด้วยความตื่นเต้น เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เราจะได้พบหน้ากับคุณครูใหญ่ Viv และ Host mom Tracey สนามบินไม่ได้ใหญ่โตอะไร ฉะนั้นเมื่อเราเดินออกมาก็เห็นทั้งคู่ที่นั่งรออยู่แล้วโดยง่าย หลังจากทักทายกันแล้ว Viv ก็ให้เรายืมโทรศัพท์โทรไปที่บริษัทรถเช่า (เป็นเบอร์โทรฟรี) แม่ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าฟังเขาพูดไม่ค่อยเข้าใจ แต่หล้งจากตั้งสติ แม่ก็ฟังได้ความว่าเขาบอกให้มองหาเคาน์เตอร์ Vodafone แล้วให้เดินออกมาทางประตูนั้น ข้ามถนนแล้วไปยืนรอที่จุดนัดสำหรับรถเช่า เขาจะเอารถมารับ แม่จึงนัดกับ Viv และ Tracey ให้ขับรถตามไปที่บริษัทรถ Apex ซึ่งก็อยู่ใกล้ ๆ ในเขตสนามบินนั่นแหละ เมื่อเดินออกมานอกสนามบิน ก็ปะทะกับความเย็นแบบอันลิมิทเต็ด ทั้งลมและฝนที่โปรยปราย เรามองเห็นป้ายจุดนัดได้ชัดเจน ไม่เกินห้านาทีก็มีเจ้าหน้าที่ขับรถตู้คันโตมารับเรา มีพื้นที่เหลือเฟือสำหรับบรรทุกกระเป๋าด้านหลัง เมื่อขึ้นนั่ง ผู้โดยสารทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตามกฏหมาย แป๊บเดียวก็มาถึงสำนักงาน
![]() |
| จุดที่เราต้องออกไปยืนรอ จนท มารับไปเอารถเช่า |
1. ค่าเช่าวันละ 51.33 NZD x 9 วัน
2. ค่าซื้อประกันเพิ่ม ทำให้เราไม่ต้องเสียค่ารับผิดส่วนต้นใด ๆ หากเกิดเหตุกับรถ วันละ 12 NZD
3. ค่าเช่า GPS นำทาง วันละ 8 NZD รวม 72 NZD
4. ค่าน้ำมันเต็มถัง 55 ลิตร x 1.64 (เป็นราคาที่ลดจากท้องตลาด 20%) รวม 90.20 NZD
การขับรถเช่าในนิวซีแลนด์ครั้งนี้ เราไม่ต้องทำใบขับขี่สากล (ซึ่งแพงกว่า ต้องไปทำที่จตุจักรลำบากกว่า และมีวันหมดอายุ) แต่ต้องมีใบขับขี่รุ่นใหม่ที่มีภาษาอังกฤษกำกับด้วย ก่อนมาแม่สับสนมากตอนที่เปิดหาข้อมูลในเน็ต บางคนก็บอกต้องใช้ใบขับขี่สากล บางคนบอกไม่ต้อง บางคนบอกแล้วแต่บริษัทรถเช่า แม่ก็เลยถ่ายรูปใบขับขี่รุ่นใหม่ของตัวเอง แล้วส่งอีเมลล์มาถามให้ชัดเจนไปเลย บริษัทนี้เขาบอกว่าโอเคจ้ะ
ตอนกรอกข้อมูล ถ้าจะเปลี่ยนกันขับ เราต้องแจ้งชื่อคนขับทุกคนพร้อมแสดงใบขับขี่ให้เขาลงบันทึกไว้ด้วย แม่จึงแจ้งไปว่าคนขับคือพ่อและแม่ เผื่อเอาไว้ หากพ่อนึกครึ้มอยากดื่มเบียร์ หรือใครเจ็บป่วยจะได้เปลี่ยนกันขับได้
ที่บริษัทรถเช่านี้ แม่ได้รับแจกซิมโทรศัพท์ฟรี แต่เราต้องไปเติมเงินเองที่ร้านสะดวกซื้อทั่วไป ของเครือข่าย 2 degrees เมื่อเขาสาธิตการใช้ GPS เสร็จ พ่อก็ออกไปตรวจรับรถ หากมีริ้วรอยตรงไหนก็ให้ระบุไว้ในเอกสารเลย เสร็จแล้วเราก็เอากระเป๋าขึ้นรถ โดยแยกกระเป๋าใหญ่ของลูกไปใส่รถ Viv แล้วก็ขับตามกันไปที่บ้านของ Tracey แม่จึงถือโอกาสทดลองเครื่อง GPS ไปในตัว ว่ามันแม่นยำแค่ไหน ปรากฏว่าอุปกรณ์นำทางที่นิวซีแลนด์ดีมาก คงเป็นเพราะถนนเขาไม่ซับซ้อนวุ่นวาย และเจ้าจีพีเอสชิ้นนี้แหละที่จะเป็นผู้ช่วยนำทางที่สำคัญในการท่องเที่ยวครั้งนี้ของเรา
![]() |
| หน้าบ้าน Host Family ของลูก |
![]() |
| รถคู่ใจของเรา ฟาเรนไฮต์ 447 |
เราตั้งค่า GPS แล้วมุ่งเข้าเมืองไครส์เชิร์ช เพราะแม่จองที่พักไว้ในเมือง ที่ Country Glen Lodge เพราะวางแผนเผื่อไว้ว่าเราจะได้เดินเที่ยวเล่นในเมืองได้สะดวก แต่เอาเข้าจริงพวกเราต่างหมดแรง พ่อก็รู้สึกไม่ค่อยสบาย บ่นปวดหัว ลูกแซวว่าเป็นเพราะไวน์ที่เสิร์ฟไม่อ้ันนั่นเอง มาถึงที่พักตอนประมาณ 18.30 น ในที่สุดเราจึงตัดสินใจพักผ่อนเอาแรงดีกว่า หลังจากได้ยาพารา 2 เม็ดจากพยาบาลประจำตัว พ่อก็ล้มตัวลงนอนและพับหลับไปอย่างรวดเร็ว แม่เอาเครื่องครัวออกมา จัดแจงหุงข้าว เปิดทูน่าแกงเขียวหวาน ทานกับปลาสลิดฟูผัดพริกขิง ลูกอยากกินมาม่าคัพจึงขอชงมาม่ากิน
เตรียมอาหารเสร็จพ่อก็ยังไม่มีท่าทีจะตื่น แม่อยากเตรียมเสบียงสำหรับการเดินทางไปนอกเมืองวันพรุ่งนี้ จึงชวนลูกชายให้เดินไปเป็นเพื่อนเพื่อหาดู supermarket เพราะตอนนั้นก็มืดแล้ว และที่เมืองนอกร้านรวงเขาก็ไม่ได้เปิดโต้รุ่งเหมือนบ้านเรา (แม่ขอโหวตเอง ..อีกแล้ว... ให้ไทยแลนด์เป็นแดนสวรรค์ของนักกิน เพราะมีอาหารขายทุกหนแห่ง ทุกถนน ทุกเวลา ... พูดแล้วก็ชักคิดถึง) เราเดินตามถนนไปเรื่อย ๆ ในอากาศที่เย็นเจี๊ยบ (อุณหภูมิประมาณ 8-9 องศา แต่มีลมแรง และที่สำคัญเราเพิ่งไปจากประเทศไทยที่กำลังร้อนระอุ) ร้านรวงส่วนใหญ่ก็ปิดกันหมดแล้ว ไม่เจอ supermarket แต่ได้ไปเจอร้านอาหารไทย ชื่อ Thai Container เป็นร้านที่เอาตู้คอนเทนเนอร์มาทำ แถมเป็นร้านแนะนำในเว็บ Trip Advisor อีกด้วย ขายอาหารแต่แบบซื้อกลับไปกินบ้านเท่านั้น แม่เห็นฝรั่งรออาหารกันอยู่ 2-3 คน เลยอยากลองชิมบ้าง คนรับออร์เดอร์ไม่ใช่คนไทย เราสั่งต้มยำทะเลไม่ใส่พริก 15 เหรียญ และปอเปี๊ยะทอด 6 เหรียญ เมื่อได้อาหารแล้วจึงพากันเดินกลับ
ที่พักของเราในคืนนี้สภาพดีมากทีเดียว เราจองไปจากอโกด้า ราคา 165 NZD (แม่ได้ส่วนลดจากแต้มสะสมที่มีอยู่เดิม นี่ขนาดได้ลดแล้วนะ) แต่ก็คุ้มสมราคา เราได้ wifi ฟรี 1 user และขอเพิ่มอีก 1 ในราคา 5 เหรียญ เมื่อทานข้าวเก็บล้างเสร็จพ่อก็เข้าไปอาบน้ำ ปรากฏว่าหาน้ำร้อนไม่เจอ พ่อเลยอาบน้ำเย็น (บรื๋ออ..) แม่เข้าไปดู คิดว่าเป็นตายอย่างไรก็ไม่อาบแน่ถ้าไม่มีน้ำอุ่น และก็มั่นใจว่าประเทศหนาวนี่ต้องมีน้ำอุ่นแน่ ๆ ปรับไปปรับมาก็เป็นน้ำอุ่นได้ เราสองแม่ลูกจึงอาบน้ำสระผมกัน อุ่นสบาย อาบน้ำแล้วก็ให้พ่อรีบเข้านอน พร้อมกับลุ้นไปด้วยว่าพรุ่งนี้สารถีของเราตื่นขึ้นมาจะสามารถปฏิบัติงานได้ไหมนะ ถ้าไม่ได้เราคงต้องปรับแผนเดินทางกันใหม่หมดทีเดียว โอมเพี้ยง!!!
![]() |
| ครัวครบ |

![]() |
| ห้องนอนพ่อกับแม่ |
![]() |
| นมที่ทุกแห่งจะให้ฟรี |
![]() |
| ห้องนั่งเล่น/กินข้าว |
![]() |
| เตียงลูกในห้องนั่งเล่น |












No comments:
Post a Comment