Lilypie - Personal pictureLilypie

Wednesday, May 29, 2013

New Zealand Student #4

Lincoln Primary Student: A Life Journey 
(ตอนที่ 4 Hokitika- Franz Josef 136 km)



วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม 2556

     วันนี้พวกเราตื่นขึ้นมาพบกับฝนซึ่งตกลงมาอย่างที่ดูแล้วไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่าย ๆ  ท้องฟ้าเป็นสีเทา อุ้มน้ำฝนไว้เต็มที่  เมื่อเราเก็บของและ check out เรียบร้อย  พ่อก็อยากให้ลูกได้ทดลองแบบฝึกหัดการกดเงินจากตู้ ATM จึงชวนกันเดินไปที่ตู้กดเงินด้านหน้าโรงแรม  เราให้ลูกได้ทดลองกดเงินด้วยตัวเอง พร้อมทั้งสอนข้อที่ควรระวัง  เสร็จเรียบร้อยแม่กับลูกจึงพากันเดินไปที่โรงงานหยก Jade Factory  เพราะอยู่ไม่ไกล  ส่วนพ่อก็ไปขับรถมาจอดที่โรงงานหยกเลย 


ร้านขายสินค้าจากหนัง Possum
          ระหว่างทางเดิน เราก็เห็นร้านรวงขายสินค้าต่าง ๆ  รวมทั้งร้านขายสินค้าที่มาจากตัวพอสซั่มด้วย  เจ้าตัวนี้หน้าตาคล้ายกระรอก  ชาวนิวซีแลนด์นำเข้ามาจากออสเตรเลีย เพื่อเลี้ยงเอาหนัง โดยหวังจะให้มันเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เนื่องจากหนังของตัวพอสซั่มนุ่มฟู อุ่นสบาย  แต่ทำไปทำมา เจ้าตัวนี้แพร่พันธุ์เร็วมากจนเกินควบคุม และมีผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรวมอย่างรุนแรง  ถือเป็นเรื่องปวดหัวอย่างหนักของทางการและฟาร์มเมอร์ทีเดียว  นับเป็นบันทึกอีกบทหนึ่งของการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบของชาวกีวี  แม่เองเห็นร้านรวงพวกนี้แล้วก็อดรู้สึกสงสารเจ้าสัตว์ตัวน้อยนี้ไม่ได้  
        เดินมาอีกสักครู่ก็มาถึงร้านหยก  ด้านหน้าเป็นคาเฟ่ ขายพวกขนมปัง กาแฟ เดินเข้ามาก็หอมกรุ่นกลิ่นกาแฟ   พ่ออยากลองชิมอาหารเช้าที่นี่ดูบ้าง  ก็เลยไปซื้อแซนด์วิชกับกาแฟมาทาน  ดูพ่อตื่นเต้นที่จะได้ลองใช้เงินดูบ้าง  ส่วนแม่กับลูกได้ทานอาหารเช้ากันมาแล้วจากห้องพัก จึงขอเข้าไปเดินดูในโรงงานก่อน


พ่อกำลังเลือกอาหารเช้า
ขอคารวะต่อเทพแห่งหยก
ก้อนหยกดิบ สามารถสั่งเจียระนัยได้

           


Jade Display
           ในร้านมีส่วนที่จัดแสดงผลงาน  ส่วนที่เป็นห้องโชว์การเจียระนัย  ห้องนิทรรศการที่มีเจ้าหน้าที่คอยให้ความรู้  และมีส่วนที่เป็นร้านค้าอยู่ด้วยกัน  ถ้าเราไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร  รูปแบบการเจียระนัยมักจะเป็นรูปแบบที่เรียบง่าย เป็นสัญญลักษณ์ที่มีความหมายดี ๆ ตามความเชื่อของชนพื้นเมือง  สินค้ามีทั้งสร้อยคอ สร้อยข้อมือ กำไล ต่างหู ก้อนหยกดิบ และพวงกุญแจ  เทคนิคการเจียระนัยก็มีทั้งแบบด้านและแบบขัดเงา  จากที่เราได้ฟังพี่เขาบรรยาย ทำให้ได้ความรู้ว่าหยก หรือที่คนที่นี่เรียกกันว่า Green Stone ที่ขายอยู่ในร้านนี้นั้นล้วนแต่นำเข้ามาจากส่วนต่าง ๆ ของโลก เช่น จีน อินเดีย ฯลฯ   ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าปัจจุบันสัมปทานและสิทธิ์ในหยกทั้งหมดตกเป็นของชนพื้นเมืองคือชาวเมารีเท่าน้ัน  คนขาวไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของหยกทุกชิ้นที่ค้นพบในประเทศนี้ ตามข้อตกลงของสัญญาไวทังกิ  ที่เป็นสัญญาทำขึ้นเพื่อสงบศึกระหว่างชาวพื้นเมืองกับคนขาว   แต่ถึงรู้อย่างนั้น เมื่อเรามาถึงเมืองนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะต้องขอซื้อหยกเป็นที่ระลึกสักหน่อย  ลูกได้พวงกุญแจก้อนหยกดิบ ส่วนแม่ซื้อสร้อยคอ 
          ออกจากร้านหยก  เราก็ขึ้นรถเพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังที่หมายของเราในคืนนี้ นั่นคือเมือง Franz Josef เมืองแห่งธารน้ำแข็ง หรือ Glacier อันมีชื่อเสียงระดับโลก  เส้นทางวันนี้เราต้องแล่นเลาะเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก  ระหว่างทางฝนก็ตกไปตลอดไม่ได้หยุด  เชื่อแล้วจริง ๆ ว่าฝั่งตะวันตกนี้มีฝนชุกจริง ๆ    เส้นทางก็ค่อนข้างคดเคี้ยวไปมา จึงต้องไปช้า ๆ  และก็เหมือนเดิม คือวันนี้เราก็กินแซนด์วิชกันบนรถเป็นอาหารกลางวันระหว่างทาง 

ฟ้าฉ่ำฝน ตลอดทางไป Franz Josef

           เรามาถึงเมือง Franz Josef ยังไม่ค่ำ  ฝนยังตกพรำ ๆ  จึงมุ่งหน้าตรงไปหาที่พักก่อน  เราแวะไปถามที่ Bella Vista และก็โชคดีที่มีห้องว่างสำหรับครอบครัวเรา  คุณป้าผู้ดูแลบอกว่าที่จริงเหลือแต่ห้องพักแบบนอนได้สี่คน แต่จะคิดราคาเดียวกับห้องสามคนก็แล้วกัน  คืนนี้เราจ่ายค่าที่พัก 165 NZD ถือว่าเป็นค่าที่พักที่แพงที่สุด ตั้งแต่เรามาที่นี่  แม่ถามคุณป้าว่าฝนตกอย่างนี้ทุกวันเลยเหรอ  เพราะถ้าตกอย่างนี้เราจะไปดูธารน้ำแข็งได้อย่างไร  เครื่องบินก็จะไม่ขึ้นบิน หรือถ้าอยากเดินเข้าดูเองก็คงทำไม่ได้  เพราะแม่เองก็คงไม่อยากเสี่ยงให้ลูกไม่สบาย  เดี๋ยวไม่กี่วันลูกก็เปิดเทอมแล้ว  คุณป้าตอบแบบยิ้ม ๆ ว่า "ไม่ทุกวันหรอก แค่เกือบทุกวันเท่านั้น"  พร้อมพูดปลอบใจเราว่า  ฟังพยากรณ์อากาศเห็นว่าพรุ่งนี้บ่าย ๆ อากาศอาจดีขึ้น  พร้อมแนะนำให้เราหยิบเอาแผ่นดีวีดีหนังที่แกมีไว้ให้ยืมเป็นตั้ง (ที่นี่คงฝนตกประจำ แกเลยกลัวลูกค้าเซ็ง ไม่มีอะไรทำ เลยหาแผ่นหนังมาไว้ให้ดู) ไปเปิดดูแก้เซ็งไปก่อน ระหว่างที่ยังออกไปไหนไม่ได้  แม่แอบคิดในใจว่าพรุ่งนี้บ่ายเราก็คงต้องออกเดินทางจากเมืองนี้ไปแล้ว เห็นทีจะอดไปดูธารน้ำแข็งเป็นแน่         
              
Bella Vista บ้านของเราคืนนี้  ห้องเราคือชั้นล่าง ตรงที่รถคันเดียวจอด

กิจกรรมแก้เซ็งยามฝนตก

ห้องนอนเล็ก มีอีก 2 เตียงเดี่ยว

ห้องน้ำหรู


ราวตากผ้าไฟฟ้า ช่วยให้ผ้าแห้งเร็วและอุ่นดีจริง ๆ

               เราได้ห้องชั้นล่าง  สภาพห้องพักดีมาก ทั้งห้องนอนและห้องน้ำ มีครัวครบครัน ทำให้แม่ครัวชักเริ่มคันไม้คันมือ เมื่อเอารถไปจอดและขนของลงหมดแล้ว  เราก็ชักจะเริ่มหิว  แม่ได้อ่านมาจากหนังสือว่าที่เมืองนี้มีซุปเปอร์มาร์เก็ตเล็ก ๆ อยู่ด้วย  เมืองก็ไม่ซับซ้อนอะไร  อยู่ริมฝั่งถนนสายหลัก  ถ้าขับรถไปไม่ถึงนาทีก็สุดเมืองแล้ว  แม่จึงขอพ่อเอารถขับออกไปซื้อของที่ซุปเปอร์ฯ  และจะไปหาซื้อที่ตัดเล็บให้ลูกด้วย  พ่อลังเลนิดหน่อยเพราะเป็นห่วงแม่  แต่ก็ยินยอมส่งกุญแจรถให้แต่โดยดี  แม่รู้สึกตื่นเต้น เรานี่จะเป็นประสบการณ์การขับรถในนิวซีแลนด์เป็นครั้งแรกของแม่
            แม่ค่อย ๆ ขับออกไปช้า ๆ เห็นมีปั๊มน้ำมัน และร้านขายทัวร์สองฝั่งถนนมากมายหลายเจ้า  ทั้งทัวร์เดินและเฮลิคอปเตอร์  เมื่อไปถึงร้าน 4 Square Supermarket  แม่ไม่เห็นมีที่จอดรถ จึงขับวนไปวนมาถึง 2 รอบ  ในที่สุดก็ตัดสินใจเอารถไปจอดที่หน้าปั๊มน้ำมัน แล้วเดินมาซื้อของ  ที่นี่แม่ได้ไข่ไก่แพ็ค 6 ฟอง  ตั้งใจจะเอามาทำไข่เจียวร้อน ๆ  พาสต้ากึ่งสำเร็จรูปซอง ชุดผักรวมสำหรับเอามาทำผัดผัก  เบคอน กล้วยหอม และที่ดีใจที่สุดคือได้ชุดตัดเล็บมาให้ลูกด้วย  แม่พบว่าราคาของสดที่นี่แพงกว่าที่ร้านนิวเวิร์ลที่เมืองโฮคิติกามาก  ร้านก็เล็กกว่า  เลยซื้อแค่เท่าที่จำเป็น 
ดีใจ วันนี้เรามีครัวแล้ว


แม่ครัว... หัวป่าก์

ขอค่าโฆษณาด้วย สำหรับพรีเซ็นเตอร์ทิพรส
เบคอนสุกแล้ว ยากจะอดใจรอ ... ขอชิมก่อนนะ

          แม่ขับรถกลับมา ผ่านศูนย์นกกีวี ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ที่พักของเรา  จึงชวนพ่อกับลูกว่าเดี๋ยวเราทานข้าวเย็นเสร็จน่าจะเดินไปเที่ยวดูนกกีวีกัน  อาหารเย็นนี้ แม่เอาเบคอนเข้าไปอบในเตาอบให้กรอบตามแบบที่ลูกชอบ  ผัดผักรวมมิตร ทานกับแซลมอนรมควันอบ  เสิร์ฟพร้อมไข่เจียวร้อน และหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ที่เหลือมาจากมื้อเย็นเมื่อวาน  แม่เก็บติดมาด้วยโดยไม่ต้องกลัวอาหารเสีย  เพราะแม่จะเอาของสดและอาหารที่ต้องแช่เย็นทั้งหมดใส่กระโปรงท้ายรถไว้  อากาศภายนอกรถเย็นเจี๊ยบ ระหว่างทางก็เหมือนเราได้แช่ของไว้ในตู้เย็นไปด้วย

มื้อค่ำในวันฝนตก ที่ Franz Josef

          เราทานข้าวเสร็จ ฝนก็ดูจะตกน้อยลงไปบ้าง แต่ยังไม่ยอมหยุด  แม่ชวนให้เราเดินออกไปเที่ยวที่ West Coast Wildlife Center เพื่อดูนกกีวี เราไปถึงราว ๆ หกโมงครึ่ง  เจ้าหน้าที่บอกว่าใกล้ปิดแล้ว เรามีเวลาเดินชมประมาณครึ่งชั่วโมง  แต่หากยังดูไม่เสร็จ พรุ่งนี้อยากจะกลับมาอีกก็ให้นำสติกเกอร์สายรัดข้อมือมาด้วย จะได้เข้าฟรี  เราเข้าชมในส่วนที่จัดแสดงนกกีวี  นับว่าโชคดีมาก  เพราะที่ศูนย์นี้มีนกกีวีสายพันธุ์ที่หายากที่สุดถึง 3 ตัว  นกกีวีออกหากินเวลากลางคืน เขาจึงจัดแสดงในห้องมืด  เราต้องเดินเข้าไปอย่างเงียบ ๆ แต่เสียดายนิดเดียวที่เราไม่สามารถถ่ายภาพหรือวีดีโอตัวนกจริง ๆ ได้   นับเป็นประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับครอบครัวเรา เพราะทั้งร้านเหลือเราแค่สามคน 



ก่อนเข้าห้องมืด ชมนกกีวี

  

นกกีวี สายพันธุ์หายาก ที่เราไปดู  น่ารักมาก (ถ่ายจากโปสเตอร์)


ตู้นิทรรศการ
เด็กซน ตัวจริง



ไซส์ไหนคือไข่นกกีวี ...ถูกต้องนะคร้าบ






             เราค่อย ๆ เดินดูนกน้อยทั้งสามตัวจนอิ่มเอม (ลูกเล่าให้ฟังว่าตอนไป Auckland เขาก็พาไปดูนกกีวี แต่ไม่ได้เห็นตัว เพราะนกคงตื่นกลัวไม่ยอมเผยโฉม  แต่ที่นี่เราได้เห็นครบทั้งสามตัวทีเดียว) แล้วจึงออกจากห้องมืดเดินต่อไปยังส่วนที่จัดแสดงเรื่องการเกิดธารน้ำแข็ง และวิถีชีวิตผู้คน  เสร็จแล้วจึงออกไปที่ส่วนร้านขายของที่ระลึก  แม่ซื้อพวงกุญแจคละลายมา 2 มัด มัดละ 10 อัน เผื่อเอาไว้แจกเพื่อนพ้องน้องพี่  และได้ตุ๊กตาลูกนกกีวีแสนน่ารักมาสามตัว   ศูนย์ฯใกล้ปิดเต็มที เราจึงกลับก่อน และตั้งใจว่าพรุ่งนี้ก่อนออกเดินทาง เราอยากจะมา say good bye กับเจ้ากีวีน้อยสักหน่อย  


กับบรรดาของฝากที่ซื้อมาจากศูนย์นกกีวี
             กลับมาถึงห้องพัก  ก็มีเรื่องอีก  คือลูกหา mp3 ไม่พบ  เราพยายามช่วยกันคิดว่ามันจะไปตกหล่นอยู่ที่ไหนได้บ้าง  เราค้นหาจนทั่วทุกกระเป๋าสัมภาระ  พ่อกับลูกพากันออกไปตรวจดูในรถก็ไม่เจอ  แม่สงสารลูกมาก เพราะ mp3 นี้ (อันเดียวกับที่เคยเกิดเรื่องหายบนเครื่องบิน) เป็นเพื่อนของลูก มีทั้งเพลงและเรื่องต่าง ๆ ที่เราบันทึกไว้  ใจก็คิดอยากโทรกลับไปถามที่โรงแรม Beach Front ที่เราพักเมื่อคืน แต่ก็ดึกมากแล้ว  แม่ก็เลยคิดว่าจะโทรตอนเช้า  แต่ลูกก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเอาขึ้นรถมาด้วย  แม่ก็เลยขอยืมไฟฉายอันเก่งของลูก บุกออกไปตรวจค้นรถดูอีกสักรอบ  ในใจก็นึกภาวนาขอให้สิ่งศักสิทธิ์ช่วยดลบันดาลให้ทุกอย่างราบรื่น ขอให้ทริปนี้รวมทั้งการมาอยู่ที่นี่ของลูกอย่าได้มีปัญหาเลย  แม่เปิดรถแล้วค่อย ๆ ตรวจดูไปช้า ๆ ราวกับเกรงว่าจะมีส่วนใดหลุดรอดหูรอดตาไปได้  เริ่มจากเบาะหลังที่ลูกนั่ง ทั้งบนเบาะและบนพื้นก็ไม่มีวี่แวว  แม่เปลี่ยนมาค้นดูตอนหน้าของรถ ทุกซอกทุกมุม ก็ไม่มีอีก  เวลานั้นแม่รู้สึกเหมือนว่าเรากำลังจะต้องยอมจำนน  แต่ก็เหมือนมีอะไรมาดลใจให้คิดว่าอย่าเพิ่งยอมแพ้  จึงลองกลับไปค้นตอนหลังดูอีกที  คราวนี้แม่เอามือค่อย ๆ คลำไปทุกตารางนิ้ว ไล่ไปบนเบาะ ขอบตะเข็บ ร่องเข็มขัดนิรภัย และแล้ว...ไชโย.... แม่ก็พบมันนอนซุกอยู่ในร่องของเบาะที่เจาะสำหรับหัวเข็มขัดนิรภัย  แม่ดีใจที่สุด รีบนำมันกลับเข้ามาให้ลูก  นาทีนั้นแม่เห็นได้ชัดเจนว่าลูกยินดีขนาดไหนที่ได้มันกลับคืนมา  ลูกเอ๋ย...แม่ภาวนาขอให้นี่เป็นบทเรียนสุดท้ายในการดูแลรักษาข้าวของของลูกเถอะนะ  และแล้วคืนนี้ก็จบลงด้วยความโล่งใจ ความสุข และรอยยิ้มของครอบครัวเรา
           

โปรดติดตามตอนต่อไป Lincoln Primary Student: A Life Journey  ตอนที่ 5

No comments: