(ตอนที่ 4 Hokitika- Franz Josef 136 km)
วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม 2556
วันนี้พวกเราตื่นขึ้นมาพบกับฝนซึ่งตกลงมาอย่างที่ดูแล้วไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่าย ๆ ท้องฟ้าเป็นสีเทา อุ้มน้ำฝนไว้เต็มที่ เมื่อเราเก็บของและ check out เรียบร้อย พ่อก็อยากให้ลูกได้ทดลองแบบฝึกหัดการกดเงินจากตู้ ATM จึงชวนกันเดินไปที่ตู้กดเงินด้านหน้าโรงแรม เราให้ลูกได้ทดลองกดเงินด้วยตัวเอง พร้อมทั้งสอนข้อที่ควรระวัง เสร็จเรียบร้อยแม่กับลูกจึงพากันเดินไปที่โรงงานหยก Jade Factory เพราะอยู่ไม่ไกล ส่วนพ่อก็ไปขับรถมาจอดที่โรงงานหยกเลย
![]() |
| ร้านขายสินค้าจากหนัง Possum |
เดินมาอีกสักครู่ก็มาถึงร้านหยก ด้านหน้าเป็นคาเฟ่ ขายพวกขนมปัง กาแฟ เดินเข้ามาก็หอมกรุ่นกลิ่นกาแฟ พ่ออยากลองชิมอาหารเช้าที่นี่ดูบ้าง ก็เลยไปซื้อแซนด์วิชกับกาแฟมาทาน ดูพ่อตื่นเต้นที่จะได้ลองใช้เงินดูบ้าง ส่วนแม่กับลูกได้ทานอาหารเช้ากันมาแล้วจากห้องพัก จึงขอเข้าไปเดินดูในโรงงานก่อน
![]() |
| พ่อกำลังเลือกอาหารเช้า |
![]() |
| ขอคารวะต่อเทพแห่งหยก |
![]() |
| ก้อนหยกดิบ สามารถสั่งเจียระนัยได้ |

![]() |
| Jade Display |
ออกจากร้านหยก เราก็ขึ้นรถเพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังที่หมายของเราในคืนนี้ นั่นคือเมือง Franz Josef เมืองแห่งธารน้ำแข็ง หรือ Glacier อันมีชื่อเสียงระดับโลก เส้นทางวันนี้เราต้องแล่นเลาะเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก ระหว่างทางฝนก็ตกไปตลอดไม่ได้หยุด เชื่อแล้วจริง ๆ ว่าฝั่งตะวันตกนี้มีฝนชุกจริง ๆ เส้นทางก็ค่อนข้างคดเคี้ยวไปมา จึงต้องไปช้า ๆ และก็เหมือนเดิม คือวันนี้เราก็กินแซนด์วิชกันบนรถเป็นอาหารกลางวันระหว่างทาง
![]() |
| ฟ้าฉ่ำฝน ตลอดทางไป Franz Josef |
เรามาถึงเมือง Franz Josef ยังไม่ค่ำ ฝนยังตกพรำ ๆ จึงมุ่งหน้าตรงไปหาที่พักก่อน เราแวะไปถามที่ Bella Vista และก็โชคดีที่มีห้องว่างสำหรับครอบครัวเรา คุณป้าผู้ดูแลบอกว่าที่จริงเหลือแต่ห้องพักแบบนอนได้สี่คน แต่จะคิดราคาเดียวกับห้องสามคนก็แล้วกัน คืนนี้เราจ่ายค่าที่พัก 165 NZD ถือว่าเป็นค่าที่พักที่แพงที่สุด ตั้งแต่เรามาที่นี่ แม่ถามคุณป้าว่าฝนตกอย่างนี้ทุกวันเลยเหรอ เพราะถ้าตกอย่างนี้เราจะไปดูธารน้ำแข็งได้อย่างไร เครื่องบินก็จะไม่ขึ้นบิน หรือถ้าอยากเดินเข้าดูเองก็คงทำไม่ได้ เพราะแม่เองก็คงไม่อยากเสี่ยงให้ลูกไม่สบาย เดี๋ยวไม่กี่วันลูกก็เปิดเทอมแล้ว คุณป้าตอบแบบยิ้ม ๆ ว่า "ไม่ทุกวันหรอก แค่เกือบทุกวันเท่านั้น" พร้อมพูดปลอบใจเราว่า ฟังพยากรณ์อากาศเห็นว่าพรุ่งนี้บ่าย ๆ อากาศอาจดีขึ้น พร้อมแนะนำให้เราหยิบเอาแผ่นดีวีดีหนังที่แกมีไว้ให้ยืมเป็นตั้ง (ที่นี่คงฝนตกประจำ แกเลยกลัวลูกค้าเซ็ง ไม่มีอะไรทำ เลยหาแผ่นหนังมาไว้ให้ดู) ไปเปิดดูแก้เซ็งไปก่อน ระหว่างที่ยังออกไปไหนไม่ได้ แม่แอบคิดในใจว่าพรุ่งนี้บ่ายเราก็คงต้องออกเดินทางจากเมืองนี้ไปแล้ว เห็นทีจะอดไปดูธารน้ำแข็งเป็นแน่
![]() |
| Bella Vista บ้านของเราคืนนี้ ห้องเราคือชั้นล่าง ตรงที่รถคันเดียวจอด |
![]() |
| กิจกรรมแก้เซ็งยามฝนตก |
![]() |
| ห้องนอนเล็ก มีอีก 2 เตียงเดี่ยว |
![]() |
| ห้องน้ำหรู |
| ราวตากผ้าไฟฟ้า ช่วยให้ผ้าแห้งเร็วและอุ่นดีจริง ๆ |
แม่ค่อย ๆ ขับออกไปช้า ๆ เห็นมีปั๊มน้ำมัน และร้านขายทัวร์สองฝั่งถนนมากมายหลายเจ้า ทั้งทัวร์เดินและเฮลิคอปเตอร์ เมื่อไปถึงร้าน 4 Square Supermarket แม่ไม่เห็นมีที่จอดรถ จึงขับวนไปวนมาถึง 2 รอบ ในที่สุดก็ตัดสินใจเอารถไปจอดที่หน้าปั๊มน้ำมัน แล้วเดินมาซื้อของ ที่นี่แม่ได้ไข่ไก่แพ็ค 6 ฟอง ตั้งใจจะเอามาทำไข่เจียวร้อน ๆ พาสต้ากึ่งสำเร็จรูปซอง ชุดผักรวมสำหรับเอามาทำผัดผัก เบคอน กล้วยหอม และที่ดีใจที่สุดคือได้ชุดตัดเล็บมาให้ลูกด้วย แม่พบว่าราคาของสดที่นี่แพงกว่าที่ร้านนิวเวิร์ลที่เมืองโฮคิติกามาก ร้านก็เล็กกว่า เลยซื้อแค่เท่าที่จำเป็น
เราทานข้าวเสร็จ ฝนก็ดูจะตกน้อยลงไปบ้าง แต่ยังไม่ยอมหยุด แม่ชวนให้เราเดินออกไปเที่ยวที่ West Coast Wildlife Center เพื่อดูนกกีวี เราไปถึงราว ๆ หกโมงครึ่ง เจ้าหน้าที่บอกว่าใกล้ปิดแล้ว เรามีเวลาเดินชมประมาณครึ่งชั่วโมง แต่หากยังดูไม่เสร็จ พรุ่งนี้อยากจะกลับมาอีกก็ให้นำสติกเกอร์สายรัดข้อมือมาด้วย จะได้เข้าฟรี เราเข้าชมในส่วนที่จัดแสดงนกกีวี นับว่าโชคดีมาก เพราะที่ศูนย์นี้มีนกกีวีสายพันธุ์ที่หายากที่สุดถึง 3 ตัว นกกีวีออกหากินเวลากลางคืน เขาจึงจัดแสดงในห้องมืด เราต้องเดินเข้าไปอย่างเงียบ ๆ แต่เสียดายนิดเดียวที่เราไม่สามารถถ่ายภาพหรือวีดีโอตัวนกจริง ๆ ได้ นับเป็นประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับครอบครัวเรา เพราะทั้งร้านเหลือเราแค่สามคน

เราค่อย ๆ เดินดูนกน้อยทั้งสามตัวจนอิ่มเอม (ลูกเล่าให้ฟังว่าตอนไป Auckland เขาก็พาไปดูนกกีวี แต่ไม่ได้เห็นตัว เพราะนกคงตื่นกลัวไม่ยอมเผยโฉม แต่ที่นี่เราได้เห็นครบทั้งสามตัวทีเดียว) แล้วจึงออกจากห้องมืดเดินต่อไปยังส่วนที่จัดแสดงเรื่องการเกิดธารน้ำแข็ง และวิถีชีวิตผู้คน เสร็จแล้วจึงออกไปที่ส่วนร้านขายของที่ระลึก แม่ซื้อพวงกุญแจคละลายมา 2 มัด มัดละ 10 อัน เผื่อเอาไว้แจกเพื่อนพ้องน้องพี่ และได้ตุ๊กตาลูกนกกีวีแสนน่ารักมาสามตัว ศูนย์ฯใกล้ปิดเต็มที เราจึงกลับก่อน และตั้งใจว่าพรุ่งนี้ก่อนออกเดินทาง เราอยากจะมา say good bye กับเจ้ากีวีน้อยสักหน่อย
กลับมาถึงห้องพัก ก็มีเรื่องอีก คือลูกหา mp3 ไม่พบ เราพยายามช่วยกันคิดว่ามันจะไปตกหล่นอยู่ที่ไหนได้บ้าง เราค้นหาจนทั่วทุกกระเป๋าสัมภาระ พ่อกับลูกพากันออกไปตรวจดูในรถก็ไม่เจอ แม่สงสารลูกมาก เพราะ mp3 นี้ (อันเดียวกับที่เคยเกิดเรื่องหายบนเครื่องบิน) เป็นเพื่อนของลูก มีทั้งเพลงและเรื่องต่าง ๆ ที่เราบันทึกไว้ ใจก็คิดอยากโทรกลับไปถามที่โรงแรม Beach Front ที่เราพักเมื่อคืน แต่ก็ดึกมากแล้ว แม่ก็เลยคิดว่าจะโทรตอนเช้า แต่ลูกก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเอาขึ้นรถมาด้วย แม่ก็เลยขอยืมไฟฉายอันเก่งของลูก บุกออกไปตรวจค้นรถดูอีกสักรอบ ในใจก็นึกภาวนาขอให้สิ่งศักสิทธิ์ช่วยดลบันดาลให้ทุกอย่างราบรื่น ขอให้ทริปนี้รวมทั้งการมาอยู่ที่นี่ของลูกอย่าได้มีปัญหาเลย แม่เปิดรถแล้วค่อย ๆ ตรวจดูไปช้า ๆ ราวกับเกรงว่าจะมีส่วนใดหลุดรอดหูรอดตาไปได้ เริ่มจากเบาะหลังที่ลูกนั่ง ทั้งบนเบาะและบนพื้นก็ไม่มีวี่แวว แม่เปลี่ยนมาค้นดูตอนหน้าของรถ ทุกซอกทุกมุม ก็ไม่มีอีก เวลานั้นแม่รู้สึกเหมือนว่าเรากำลังจะต้องยอมจำนน แต่ก็เหมือนมีอะไรมาดลใจให้คิดว่าอย่าเพิ่งยอมแพ้ จึงลองกลับไปค้นตอนหลังดูอีกที คราวนี้แม่เอามือค่อย ๆ คลำไปทุกตารางนิ้ว ไล่ไปบนเบาะ ขอบตะเข็บ ร่องเข็มขัดนิรภัย และแล้ว...ไชโย.... แม่ก็พบมันนอนซุกอยู่ในร่องของเบาะที่เจาะสำหรับหัวเข็มขัดนิรภัย แม่ดีใจที่สุด รีบนำมันกลับเข้ามาให้ลูก นาทีนั้นแม่เห็นได้ชัดเจนว่าลูกยินดีขนาดไหนที่ได้มันกลับคืนมา ลูกเอ๋ย...แม่ภาวนาขอให้นี่เป็นบทเรียนสุดท้ายในการดูแลรักษาข้าวของของลูกเถอะนะ และแล้วคืนนี้ก็จบลงด้วยความโล่งใจ ความสุข และรอยยิ้มของครอบครัวเรา
| ดีใจ วันนี้เรามีครัวแล้ว |
| แม่ครัว... หัวป่าก์ |
| ขอค่าโฆษณาด้วย สำหรับพรีเซ็นเตอร์ทิพรส |
| เบคอนสุกแล้ว ยากจะอดใจรอ ... ขอชิมก่อนนะ |
แม่ขับรถกลับมา ผ่านศูนย์นกกีวี ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ที่พักของเรา จึงชวนพ่อกับลูกว่าเดี๋ยวเราทานข้าวเย็นเสร็จน่าจะเดินไปเที่ยวดูนกกีวีกัน อาหารเย็นนี้ แม่เอาเบคอนเข้าไปอบในเตาอบให้กรอบตามแบบที่ลูกชอบ ผัดผักรวมมิตร ทานกับแซลมอนรมควันอบ เสิร์ฟพร้อมไข่เจียวร้อน และหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ที่เหลือมาจากมื้อเย็นเมื่อวาน แม่เก็บติดมาด้วยโดยไม่ต้องกลัวอาหารเสีย เพราะแม่จะเอาของสดและอาหารที่ต้องแช่เย็นทั้งหมดใส่กระโปรงท้ายรถไว้ อากาศภายนอกรถเย็นเจี๊ยบ ระหว่างทางก็เหมือนเราได้แช่ของไว้ในตู้เย็นไปด้วย
| มื้อค่ำในวันฝนตก ที่ Franz Josef |
เราทานข้าวเสร็จ ฝนก็ดูจะตกน้อยลงไปบ้าง แต่ยังไม่ยอมหยุด แม่ชวนให้เราเดินออกไปเที่ยวที่ West Coast Wildlife Center เพื่อดูนกกีวี เราไปถึงราว ๆ หกโมงครึ่ง เจ้าหน้าที่บอกว่าใกล้ปิดแล้ว เรามีเวลาเดินชมประมาณครึ่งชั่วโมง แต่หากยังดูไม่เสร็จ พรุ่งนี้อยากจะกลับมาอีกก็ให้นำสติกเกอร์สายรัดข้อมือมาด้วย จะได้เข้าฟรี เราเข้าชมในส่วนที่จัดแสดงนกกีวี นับว่าโชคดีมาก เพราะที่ศูนย์นี้มีนกกีวีสายพันธุ์ที่หายากที่สุดถึง 3 ตัว นกกีวีออกหากินเวลากลางคืน เขาจึงจัดแสดงในห้องมืด เราต้องเดินเข้าไปอย่างเงียบ ๆ แต่เสียดายนิดเดียวที่เราไม่สามารถถ่ายภาพหรือวีดีโอตัวนกจริง ๆ ได้ นับเป็นประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับครอบครัวเรา เพราะทั้งร้านเหลือเราแค่สามคน
![]() |
| ก่อนเข้าห้องมืด ชมนกกีวี |
| นกกีวี สายพันธุ์หายาก ที่เราไปดู น่ารักมาก (ถ่ายจากโปสเตอร์) |
![]() |
| ตู้นิทรรศการ |
![]() |
| เด็กซน ตัวจริง |
![]() |
| ไซส์ไหนคือไข่นกกีวี ...ถูกต้องนะคร้าบ |

เราค่อย ๆ เดินดูนกน้อยทั้งสามตัวจนอิ่มเอม (ลูกเล่าให้ฟังว่าตอนไป Auckland เขาก็พาไปดูนกกีวี แต่ไม่ได้เห็นตัว เพราะนกคงตื่นกลัวไม่ยอมเผยโฉม แต่ที่นี่เราได้เห็นครบทั้งสามตัวทีเดียว) แล้วจึงออกจากห้องมืดเดินต่อไปยังส่วนที่จัดแสดงเรื่องการเกิดธารน้ำแข็ง และวิถีชีวิตผู้คน เสร็จแล้วจึงออกไปที่ส่วนร้านขายของที่ระลึก แม่ซื้อพวงกุญแจคละลายมา 2 มัด มัดละ 10 อัน เผื่อเอาไว้แจกเพื่อนพ้องน้องพี่ และได้ตุ๊กตาลูกนกกีวีแสนน่ารักมาสามตัว ศูนย์ฯใกล้ปิดเต็มที เราจึงกลับก่อน และตั้งใจว่าพรุ่งนี้ก่อนออกเดินทาง เราอยากจะมา say good bye กับเจ้ากีวีน้อยสักหน่อย
![]() |
| กับบรรดาของฝากที่ซื้อมาจากศูนย์นกกีวี |












.jpg)





No comments:
Post a Comment