Lilypie - Personal pictureLilypie

Wednesday, May 15, 2013

New Zealand Student #1


Lincoln Primary Student: A Life Journey (ตอนที่ 1 ปฐมบท)

   
         การเดินทางบทใหม่สำหรับครอบครัวเราเริ่มขึ้น เมื่อลูกกลับมาจากการเรียนและแคมป์ทัวร์นิวซีแลนด์ ตอนเดือนตุลาคม 2555 และบอกว่าลูกอยากไปเรียนมัธยมที่ nz   ตอนแรกเราไม่แน่ใจว่าลูกจริงจังแค่ไหน หรือเราเองก็ยังไม่รู้ว่าเราจะมีความสามารถส่งลูกไปได้หรือไม่  เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ลูกกลับมาเรียนภาคสองต่อที่โรงเรียน ลูกก็ชักเปลี่ยนใจและอยากอยู่ต่อกับเพื่อนๆที่ประเทศไทย แม่ก็โล่งใจ จึงพาลูกไปสมัครเรียนพิเศษวันอาทิตย์ เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าเรียน ม.1 โรงเรียนที่มีชื่อทั้งหลาย ตามแฟชั่นของประเทศไทยเรา




       แต่ในที่สุด เมื่อเพื่อน ๆ พากันแยกย้ายกันไปสอบติดโรงเรียนโน้น โรงเรียนนี้ ส่วนตัวลูกนั้น เมื่อแม่ไปขอเอกสารเพื่อพาไปสมัครสอบที่อื่น ทางโรงเรียนสารสาสน์ก็ขอพบแม่และยื่นข้อเสนอให้ทุนการศึกษาลูกเรียนฟรีจนจบมัธยม เพราะอยากให้ลูกอยู่ทำชื่อเสียงให้กับโรงเรียน  โดยถือได้ว่าเป็นการให้ทุนร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นครั้งแรกของโรงเรียนเลยทีเดียว  แม่ได้ฟังก็รู้สึกอิ่มเอมใจและรู้สึกขอบคุณโรงเรียนเป็นอย่างมาก เมื่อแม่โทรปรึกษาพ่อ พ่อก็เห็นด้วยว่าอยากให้ลูกเรียนต่อที่โรงเรียนเดิม ในที่สุดเราก็ตัดสินใจรับข้อเสนออันมีเกียรติของทางโรงเรียน  แต่เมื่อลูกรู้ ลูกก็บอกว่าอยากไปเรียนที่นิวซีแลนด์มากกว่า ถามกี่ครั้งก็ไม่เปลี่ยนใจ ได้ฟังน้ำเสียงหนักแน่นจริงจังครั้งนี้แม่ก็คิดว่าเห็นทีลูกคงจะเอาจริงเป็นแน่  

          ที่จริงแล้วประเทศนิวซีแลนด์ก็เป็นประเทศที่พ่อกับแม่ชอบมาก  เราทั้งคู่ยังไม่เคยไป แต่จากการอ่านและการพูดคุย เราก็หลงรักความเรียบง่ายของวิถีชีวิตผู้คน ความสวยงามของภูมิประเทศ และมาตรฐานการเรียนที่ไม่เน้นการแข่งขัน แต่เป็น student-centered ที่พัฒนาเด็กตามความสามารถของแต่ละคน  พ่อกับแม่แอบฝันนิด ๆ ว่าถ้าเราพอทำได้ ก็อยากให้ลูกได้ไปเรียนที่นี่ แต่คิดกันไว้ว่าน่าจะเป็นชั้นมัธยมปลาย  ขอให้ลูกโตอีกหน่อย จะได้ดูแลตัวเองได้  แม่น่ะ ถึงกับซื้อหนังสือส่งลูกเรียนนิวซีแลนด์มาอ่านตั้งแต่ลูกยังอยู่อนุบาลแน่ะ
          เมื่อลูกเอาจริง แม่กับพ่อจึงเร่ิมลงมือศึกษาโปรเจ็คนี้อย่างจริงจัง  เราหาข้อมูล โดยดูจากเว็บไซต์ต่าง ๆ และแอบเปิดเข้าไปดูโรงเรียนที่เราสนใจด้วย  แต่ในที่สุุดเราก็เห็นว่าควรให้มืออาชีพเข้ามาช่วยจัดการจะดีกว่า  แม่เปิดไปดูเอเจนต์หลาย ๆ ที่ ในที่สุดก็ตัดสินใจติดต่อที่ hearts and minds และได้พูดคุยกับน้าจอมตั้งแต่วันแรก  น้าจอมเริ่มส่งข้อมูลโรงเรียนต่าง ๆ มาให้เราพิจารณา  เราเปลี่ยนใจไปมากันหลายครั้ง เดี๋ยวเกาะเหนือ เดี๋ยวเกาะใต้  เดี๋ยวในเมือง เดี๋ยวนอกเมือง   น้าจอมก็ช่วยเต็มที่ในการให้ข้อมูลทั้งเรื่องจำนวนนักเรียน จำนวนเด็กต่างชาติ ค่าเรียน สภาพเมือง ฯลฯ  เมื่อเราดูราคาแล้ว (ค่าเทอมตกปีละ 11500-13500 NZD)เห็นว่าพอทำได้ เพราะปีนี้เราค่อนข้างโชคดีที่บริษัทพ่อมีผลกำไรดี และเราได้เงินปันผลมาค่อนข้างมาก  เราจึงเดินหน้าต่อ  แต่ดูไปดูมาแม่ก็ยังไม่มีโรงเรียนที่รู้สึกว่า "ใช่"   
        แม่กับพ่อก็ตกลงใจว่า เราอยากให้ลูกอยู่ใกล้ ๆ Christchurch  เพราะจะได้ไม่ต้องไปต่อเครื่องบินอีกหลายต่อ  เพราะการไป CHC เองก็ต้องไปต่อเครื่องอย่างน้อย 1 จุดอยู่แล้ว   ลูกก็ยังเล็ก หากต้องเดินทางกลับบ้านเอง จะได้ไม่ลำบากมาก  หากโตกว่านี้อยากไปอยู่ไกลออกไปก็ค่อยว่ากันใหม่
        จนในที่สุด วันหนึ่งพ่อก็กลับบ้านมาพร้อมชื่อ Lincoln  แม่เปิดเข้าไปดูตามเว็บไซต์ของเอเจนต์ต่าง ๆ ในประเทศไทย ก็พบแต่ Lincoln High School ซึ่งรับเกรด 9-13  แต่เมื่อเปิดดูใน google maps แม่ก็เห็นว่ามีโรงเรียน Lincoln Primary อยู่ติดกัน   และรับเด็กเกรด 1-8   แม่จึงให้น้าจอมช่วยติดต่อ  รอข้อมูลอยู่เป็นนานสองนาน ก็ยังไม่ได้คำตอบ จนเกือบจะล้มเลิกความตั้งใจ  ในที่สุดน้าจอมจึงเขียนถึงครูใหญ่และได้ใบสมัครและระเบียบการมาในที่สุด  แม่ดูราคาแล้วก็อึ้งไปนิดหน่อย  เพราะค่าเทอมแค่ปีละ 9000 NZD  และลูกไปเริ่มเรียนเทอมสอง จึงหักลดค่าเทอมลงไปได้อีกถึง 25%  ประหยัดได้โดยไม่ตั้งใจจริง ๆ
        แม่สอบถามน้าจอม ก็ได้ความกระจ่างว่า หากเป็นโรงเรียนประถม ค่าเรียนจะถูกกว่ามัธยมค่อนข้างมาก  ในตอนแรก แม่มัวแต่ไปโฟกัสหาโรงเรียนที่มีชั้นเกรด 7-13 เพื่อที่ลูกจะได้ไม่ต้องย้ายโรงเรียน  ทำให้เจอกับค่าเทอมในราคามัธยม   นี่ก็เป็นความรู้ใหม่สำหรับแม่  และเมื่อมาคิด ๆ ดูแล้ว จริงอยู่ว่าหากเรียนที่Lincoln Primary ลูกต้องย้ายโรงเรียน  แต่โรงเรียน Lincoln High ก็อยู่ติดกัน  เป็นโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง  และที่สำคัญเพื่อน ๆ ลูกในห้องเดียวกันก็จะพากันข้ามรั้วไปเรียนที่นั่นด้วยกัน  ก็เท่ากับว่าลูกไม่ได้ต้องปรับตัวอะไรมากนัก
        สำหรับเรื่องชั้นเรียนของลูก แม่อยากบันทึกไว้สักหน่อยว่า  ลูกเรียนจบชั้น ป.6 ที่ประเทศไทย  และได้ไปเรียนต่อเกรด 8 ที่นิวซีแลนด์  ทำให้่แม่ประหยัดค่าเรียนไปได้อีก 1 ปีการศึกษา   ทั้งนี้ก็เพราะประเทศนิวซีแลนด์จะจัดให้เด็กเข้าชั้นเรียนตามอายุ  เกรด 8 นั้นสำหรับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป   ลูกชายแม่เกิดวันที่ 11 พฤษภาคม  โรงเรียนเปิดเทอมสองวันที่ 6 พฤษภาคม  เท่ากับว่าลูกยังอายุขาดไปอีกห้าวัน  แต่แม่ก็พูดคุยกับทางโรงเรียนแล้ว และโรงเรียนก็อนุโลมให้  ทำให้ลูกเหมือนได้โบนัส คือได้พาสชั้นไปหนึ่งปี  นี่คงเป็นเรื่องของโชคชะตา เพราะหากลูกมาเข้าเรียนเทอม 1 ซึ่งเปิดเทอมในเดือนมกราคม  เห็นทีว่าคงต้องไปเป็นนักเรียนเกรด 7 เป็นแน่แท้
        เมื่อตกลงปลงใจกับโรงเรียนนี้แน่แท้แล้ว เราก็กรอกใบสมัคร ไม่นานโรงเรียนก็ส่งจดหมาย Offer of Place มาให้ พร้อมแจ้งค่าใช้จ่ายที่เราต้องชำระ รวม 14,500 NZD  แยกเป็นค่าเทอม 6,300   ค่าโฮมสเตย์ 7,360 (สัปดาห์ละ 230)  ค่าประกันสุขภาพและประกันการเดินทาง 350  ค่าเครื่องแบบ 225  ค่าอื่น ๆ จิปาถะ 265   พ่อซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์รายการเป็นคนไปโอนเงิน  จากนั้นโรงเรียนส่งใบเสร็จมาให้  แล้วเราก็พร้อมสำหรับการยื่นขอวีซ่า  ของลูกได้เป็นวีซ่านักเรียน หมดอายุ 31 มีนาคม  ส่วนของพ่อแม่เป็น multiple tourist visa มีอายุ 1 ปี  เข้าออกกี่ครั้งก็ได้ แต่อยู่ที่ nz ได้ไม่เกิน 1 เดือน  ในขั้นตอนนี้ต้องขอบคุณน้าจอมและทีมงานเป็นอย่างมากที่ช่วยกรอกเอกสารอะไรต่อมิอะไรให้ทั้งหมด  การขอวีซ่าไม่ต้องมีการสัมภาษณ์ เขาจะพิจารณาจากหลักฐานที่ส่งเข้าไปเท่านั้น  ค่าวีซ่านักเรียนของลูก 7100 บาท+ค่ายื่น 800บาท  วีซ่านักท่องเที่ยวแบบครอบครัว แม่พ่อยื่นรวมกันราคา 4300 บาท +ค่ายื่น 800 บาท รวมเราจ่ายค่าวีซ่าไป 13,000 บาท
        ยิ่งใกล้วันเดินทาง แม่ยิ่งใจหาย  แม่ยุ่งมาก ไหนจะทั้งต้องเตรียมเสื้อผ้าข้าวของให้ลูก  ไหนจะต้องสอนซัมเมอร์  ไหนจะต้องพาพี่นักศึกษาป.โทไปมาเลเซีย  ไหนจะมีเรื่องราวให้เราต้องจัดการก่อนไป เช่น ต้องไปเปิดบัญชีเดบิตวีซ่า เพื่อให้ลูกเอาไว้เบิกเงินรายเดือนที่โน่น ต้องซื้อชุดว่ายน้ำใหม่ให้ลูก ต้องจองรถ ต้องแลกเงิน(แน่นอนว่าแม่ใช้บริการ Super Rich เจ้าสีเขียวได้เรตดีกว่า คือ 24.85 แต่เขามีเงินให้เราแลกแค่ 3,000  แม่จึงต้องไปแลกเจ้าสีส้มเพิ่มอีก 5,000 เหรียญ ในอัตรา 25.00 บาท)   ต้องวางแผนการท่องเที่ยว และจองโรงแรม ต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ต่าง ๆ ต้องจัดซื้อเสบียงไว้ให้ทั้งลูกและเราระหว่างท่องเที่ยว ต้องซื้อหม้อหุงข้าวจิ๋วและกระบอกน้ำร้อน ฯลฯ  ทำเอาแม่หัวหมุนไปหมด  ดีที่พ่อก็พยายามถามไถ่ช่วยเป็นธุระให้ในบางเรื่อง
หม้อหุงข้าวจิ๋วของเรา
          เราได้ข้อมูล Host Family จากโรงเรียน พ่อจึงเขียนไปทักทายแนะนำตัว และนัดกันว่าในวันที่เราไปถึง host mom ของลูกกับคุณครูใหญ่ Viv จะไปพบเราที่สนามบิน  แม่ตัดสินใจจองรถของบริษัท Apex car ผ่านทางเว็บไซต์เลย เป็นรถโตโยต้า corolla 1800 cc เกียร์อัตโนมัติ ได้รถอายุแค่ 3 ปีเท่านั้น ค่าเช่าวันละ 51 NZD บวกกับค่าประกันที่ทำให้ความรับผิดชอบของเราเป็นศูนย์อีกวันละ 12 nzd และค่า GPS นำทางอีกวันละ 8 nzd  รวมเราเช่ารถ 9 วันในราคาตกวันละ 71 เหรียญ  ส่วนโรงแรมที่พักแม่ก็จองไปเฉพาะคืนแรกที่เราเดินทางไปถึงเสียก่อน ผ่านทาง Agoda  ส่วนคืนต่อ ๆ มาเราก็ใช้วิธีไปหาเอาข้างหน้า เพราะช่วงที่เราไปไม่เป็นฤดูท่องเที่ยว
        และแล้ววันที่เราต้องเดินทางก็มาถึง ... เราออกเดินทางวันจันทร์ที่ 29 เมษายน 2556 โดยสายการบินเอมิเรตส์  ค่าตั๋วสำหรับพ่อแม่ คนละ 37355 บาท (ไป 29 เมษา กลับ 9 พฤษภา)  ตั๋วของลูกแพงกว่าเพราะเป็นตั๋วระยะยาว ราคา 41355 บาท (ไป 29 เมษา กลับ 15 ธันวา) รวมค่าตั๋วสามคนพ่อแม่ลูก 116,065 บาท  ออกเดินทางเวลา 19.50 น. ไปถึงเวลา 14.20 น.ของวันรุ่งขึ้น โดยมีแวะ transfer ที่ Sydney ประมาณสามชั่วโมง  เรามีกระเป๋าใหญ่คนละใบ  มีกระเป๋าอาหารและกระเป๋าฮอนด้าสีแดงที่แม่แยกเอาเสื้อผ้าของลูกที่จะต้องใช้ใส่ระหว่างท่องเที่ยวออกมา อีก 2 ใบ รวมโหลดใต้ท้องเครื่องไปห้าใบ  สำหรับน้ำหนักกระเป๋าที่เอมิเรตส์ให้ คือคนละ 30 กิโลกรัม  คุณลุงสุรินทร์ น้าแก๋วและน้อง ๆ ทั้งสามคน (ขิม หยก ลูกจัน) มาส่งที่สนามบิน และช่วยขับรถของพ่อ (เจ้าแมวอ้วน) กลับไปฝากไว้ที่บ้านคุณยายด้วย  น้อง ๆ ก็สนุกสนานตื่นเต้นกันใหญ่

แม่จู่เป็นเด็กน้อย ..อย่าร้องไห้
เตรียมพร้อมก่อนออกจากบ้าน
น้อง ๆ มาส่งที่สนามบิน
            เมื่อตอนเช็คอินที่เคาน์เตอร์  เราใช้เวลานานมาก สาวสายการบินคีย์หาข้อมูลอะไรวุ่นวายไปหมด โทรไปถามโน่นนี่ จนแม่ชักใจไม่ดี ไม่รู้ว่าตั๋วมีปัญหาหรือเปล่า แม่สอบถามก็พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องว่าปัญหาคืออะไ  เขาบอกว่าของลูกไม่มีปัญหา แต่ของพ่อกับแม่เหมือนว่าข้อมูลมันไม่ขึ้น ต้องตรวจสอบเรื่องวีซ่าเข้านิวซีแลนด์และเช็คดูเรื่องตั๋วเที่ยวกลับว่าเราซื้อไว้แล้ว และจะเดินทางกลับจากประเทศเขาแน่ ๆ   แม่เองเดินทางมาแล้วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ยังไม่เคยเจอแบบนี้ เพราะเราก็มีวีซ่าและตั๋วไป-กลับอยู่แล้ว  แต่ก็ไม่อยากอารมณ์เสีย เพราะเดี๋ยวจะเสียฤกษ์หมด  ก็บอกตัวเองให้ใจเย็น ๆ  สักพักใหญ่ ๆ ทุกอย่างก็เรียบร้อย  เราได้ Boarding Pass มาแล้วก็รีบเข้าไปข้างใน เพราะเสียเวลาไปมากแล้ว  


  

     ระหว่างทาง เราก็ได้เห็นเทคโนโลยี และความอลังการของสนามบินสุวรรณภูมิบ้านเรา  ที่แม่ขอโหวตเอง ให้เป็นสวรรค์แห่งการช็อปปิ้ง  เพราะมีของขายทุกหนแห่ง ถ้าไม่มีสติจะนึกว่าเดินอยู่ในศูนย์การค้า  ลูกบอกว่าหิวจึงแวะไปซื้อเบอร์เกอร์คิง อันละ 175 บาทมารองท้องก่อนขึ้นเครื่อง  เมื่อตอนไปขึ้นเครื่องนั้นต้องมีการตรวจเปิดกระเป๋าอีกครั้งเฉพาะ Gate ของเรา (ทั้ง ๆ ที่ก็ตรวจมาแล้วตอนเข้ามาข้างใน)  แม่สงสัยจึงถามพี่ที่ตรวจ เขาบอกว่าจะเป็นเฉพาะเที่ยวบินที่ไปออสเตรเลียทุกสายการบิน  เพราะประเทศออสเตรเลียเข้มงวดมากกับเรื่อง liquid  โดยทั่วไปถ้าเราเข้ามาข้างในแล้วแวะซื้อเหล้าหรือน้ำหอม แล้วซีลถุงไปอย่างดีพร้อมมีใบเสร็จและเราไม่เปิดถุงนั้นเลย สนามบินประเทศอื่น ๆ เขาก็โอเค  แต่ที่นี่เข้าเข้มงวดเต็ม(เกิน)พิกัด  นี่ก็เป็นความรู้ใหม่ของเราจ้ะ  แต่จะทำไงได้ เพราะเราต้องไป transit ที่ Sydney ก็ต้องตามนั้น  เราสามคนจึงช่วยกันดี่มน้ำ(แสนแพง)ที่เพิ่งซื้อมาแล้วทิ้งขวดไปโดยพลัน

      นี่คือโฉมหน้าของยานพาหนะที่จะพาเราไป (และกลับ) พบกับบทเรียนใหม่ของชีวิตในนิวซีแลนด์
















เราเริ่มบินจาก BKK ไป SYD ใช้เวลาบินประมาณ 8 ชั่วโมง

             


โปรดติดตาม Lincoln Primary Student: A Life Journey (ตอนที่ 2)          


No comments: